ไปที่เนื้อหา



เนื้อหาที่ชื่นชอบสูงสุด


#403106 วิธีใช้งาน "เมอริเน่คาเฟ่" เวอร์ชั่นล่าสุด

โพสต์โดย Fongdue Fernandes on 04 ธันวาคม 2016 - 03:00 AM

สวัสดีเหล่าผู้วิเศษทั้งหลาย

 

อย่างที่ทราบกันดีว่าทางเว็บได้ปรับเปลี่ยนรูปโฉมของเมอริเน่คาเฟ่

 

หลายคนคงจะยังเล่นกันไม่เป็นใช่มั้ยล่าา

 

มานี่ จะพาเล่น อิอิ

 

image.png

 

อันดับแรกเลย กด "เข้าร้าน"

 

เพื่อมาเจออะไรที่หน้าตาแบบนี้

 

image.png

 

 

กดสมัครสมาชิกกันก่อน อย่าเพิ่งใจร้อน

 

 

image.png

 

 

กรอกข้อมูลให้เรียบร้อย อ้อ! ชื่อนะ ต้องมี _ ระหว่างชื่อและนามสกุล เช่น Fongdue Argus ก็ต้องใส่เป็น Fongdue_Argus

 

ต้องใช้ชื่อให้ตรงกับในบอร์ดด้วยนะคะ มันเป็นกฎ ^^

 

image.png

 

จากนั้นไปกดยืนยันตัวตนที่อีเมลที่ใช้ในการสมัครเลยจ้า

ถ้าหาไม่เจอ ลองหาในเมลขยะดูนะคะ

 

อ้อๆๆๆ มีความลับจะบอกด้วย 1 อีเมล สามารถใช้ได้หลายแอคเคาน์แหละ!

เวลาสมัครชื่อผิดหรือเปลี่ยนนามสกุลก็ไม่ต้องสมัครอีเมลใหม่ให้ยุ่งยากแล้ว

 

image.png

 

ยืนยันตัวเสร็จแล้วก็กด Chat Now เพื่อเริ่มกันเลย!

 

image.png

 

ใส่ชื่อของตัวเองและรหัส อย่าลืม! _ นะคะ

 

 

image.png

 

เข้ามาในร้านแล้ว!

 

มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

 

image.png

 

 

เริ่มแรกก็เลือกสีตัวอักษรประจำตัวเองนะคะ อาจจะเพิ่มไฮไลท์เพื่อนไม่ซ้ำกับใคร แต่แนะนำอย่าใช้สีสว่างมากนะ แสบตา  TT^TT

 

อีโมติคอนของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิมนะคะ มีอีโมตัวใหม่เพิ่มมาบ้างเล็กน้อย ต้องลองๆ

 

ต่อไปเป็นการอัพโหลดรูป ค่าเฟ่อันเดิมจะต้องนำลิงก์มาวางเท่านั้น แต่นี่ไม่ต้องแล้วจ้า อัพมาจากอุปกรณ์ของตัวเองได้เลย

 

แต่ก็ยังสามารถนำลิงก์มาวางได้เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ต้องกดอะไรเพิ่มเติม

image.png

 

มันจะขึ้นเป็นไอคอน ต่างจากรูปโฉมเดิมใช่มั้ยล่ะ

พอคลิกที่ไอคอน ก็จะปรากฏรูปที่เราอัพโหลด

 

image.png

 

อ้อ นอกจากนี้ยังอัพโหลดวีดีโอจากยูทูปได้ด้วยนะ

 

image.png

 

ก็จะขึ้นเป็นไอคอนของยูทูป พอคลิกที่ไอคอน...

 

image.png

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หมวดต่อไป

 

image.png

 

 

1. ออกจากร้าน  อย่าลืมกดออกกันนะ ไม่งั้นชื่อจะขึ้นตัวแดงค้างไว้ในร้าน

 

2. หน้าเว็บ  อันนี้จะพาเราวาร์ป!! ไปหน้าเว็บบอร์ดโลกเวทมนตร์

 

3. ช่วยเหลือ มีจะโค้ดเพื่อเพิ่มอรรถรสในการแชท หน้าตาจะเป็นแบบนี้

Spoiler

 

4. ประวัติ เป็นส่วนที่จะทำให้เราย้อนอ่านประวัติโดยไม่ต้องเลื่อนขึ้น เพียงเสิร์ชหาในช่องสี่เหลี่ยมสีขาวมุมขวาบนเท่านั้นเอง

 

Spoiler

 

 

5. Profile เป็นส่วนที่จะให้เราปรับโปรไฟล์ รูปภาพ รหัส และอื่นๆ

 

Spoiler

 

------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ต่อไป อ้าว แท็ปด้านข้างไม่มี! ทำไงดี

 

ทำแบบนี้...

 

คลิกตรงที่ลูกศรสีแดงชี้เลย

 

image.png

 

 

นี่ไงมาแล้ว

 

image.png

 

ต่อไปก็มาดูด้านข้างกัน ว่ามีอะไรบ้าง

 

image.png

 

 image.png

 

 image.png

 

 image.png

 

image.png

 

 

ในส่วนของ User นั้น จะปรากฏชื่อของสมาชิก ถ้าคลิกที่ชื่อของใครก็จะปรากฏฟังก์ชั่นต่างๆเพิ่มมา

 

 

9_2.png

 

เช่น

 

การกระซิบ จะปรากฏกล่องแชทขึ้น ทำให้เราแชทกับเพื่อนได้อย่างไม่มีใครรบกวน

 

ซึ่งเวลามีข้อความใหม่ๆ มันจะเป็นแบบนี้

 

11_2.png

 

พอคลิก...

 

 11_3.png

 

แล้วถ้าเรากด "เมิน" เราก็จะไม่เห็นข้อความของคนๆนั้นเลย

 

ถ้าอยากจะเลิกเมินล่ะ...

 

เห็นฟังก์ชั่ง"เมิน" ในตอนแรกรึเปล่า อันกลมๆอ่ะ คลิกเลย

 

มันจะปรากฏชื่อของสมาชิกที่เราเมินไว้ ถ้าอยากเลือกก็แค่ กดกากบาทซะ

 

12_2.png

 

 

แค่นี้เอง

 

อย่าลืมนะ

 

1. ชื่อตามดิสเพลย์เนมในโลกเวทมนตร์ ใส่ _ ระหว่างชื่อกับนามสกุล

2. กดออกจากระบบทุกครั้ง

 

ปล. หากมีปัญหาให้ตั้งกระทู้ปัญหาหรือติดต่อสอบถามที่แกรนด์มาสเตอร์โดยตรง




#126753 พิพิธภัณฑ์พิศวง

โพสต์โดย Lucift Hunter on 19 ตุลาคม 2013 - 03:10 AM

[color=#ff0000;]พิพิธภัณฑ์พิศวง[/color]

 

*****************************************************************


  ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินไปมาบบาทวิธี ปรากฏหญิงสาวผมสีน้ำตาลสาวจรดกลางหลังคนหนึ่ง กำลังยืนมองนาฬิกาของตนเองอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองโดยรอบราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง หรือ ใครบางคน...

  “อิลลานเนส ฉันมาแล้วๆ รอนานหรือเปล่า” เสียงแหลมสูงตะโกนผ่านผู้คนเรียกชื่อของเธอทำให้ต้องเหลียวมองจนพบกับร่างของหญิงสาวอีกคนที่เป็นเพื่อนที่เธอนัดเอาไว้กำลังวิ่งตรงดิ่งใกล้เข้ามาก่อนหยุดยิ้มให้ อิลลานเนสทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย และออกเดินนำไปยังสถานที่ซึ่งเป็นเหตุแห่งการนัดหมายครั้งนี้ “พิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานศิลปะของฟอล์เรนโซ่”
อาคารสีขาวสะอาดรูปทรงโดมสามหลังเรียงติดกันปรากฏอยู่เบื้อหน้า หญิงสาวสองคนยื่นบัตรผ่านประตูให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจเช็คก่อนจะเข้ามาสัมผัสกับอากาศเย็นช่ำภายใน ซึ่งจัดแสดงทั้งภาพวาดต่างๆ งานปั้น และผลงานอื่นๆของฟอล์เรนโซ่ เดอ เอพิส จิตรกรผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง

  “เราแยกกันดูดีกว่า” อิลลานเนสบอกกับเพื่อนสาวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเช่นเดียวกับน้ำเสียง ซึ่งเพื่อนๆทุกคนเข้าใจและรู้ถึงนิสัยนี้ของแม่มดสาวผู้นี้ดี ต่อหน้าผู้คนในสังคมมักเกิ้ล เธอมักเย็นชาและทำหน้าไร้อารมณ์แบบนี้เสมอๆ... หลังจากแยกกันแล้ว อิลลานเนสเดินมองผลงานต่างๆมากมายที่แขวนโชว์อยู่ในอาคารชั้นแรกจนเกือบหมด ผู้คนบางตาทำให้ที่นี่เงียบสงบแบบที่เธอชอบ ขาเรียวยาวก้าวขึ้นชั้นสองและดูผลงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะดุดตากับภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบผืนใหญ่ภาพหนึ่ง ซึ่งไม่มีคนดูมันแม้แต่คนเดียว หญิงสาวพิจารณาภาพอยู่พักใหญ่ มันเป็นภาพที่มองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ภายในภาพแลดูบิดเบี้ยวไปหมดจนยากจะเดาความหมายหรืออารมณ์ของมัน “World in mind”คือชื่อของภาพที่เขียนกำกับไว้ ด้วยความชอบศิลปะ ทำให้เธอยืนเพ่งภาพนี้อยู่นาน จนกระทั่ง...

  วูบ...

  พื้นที่โดยรอบตกอยู่ในความมืดมิด แสงจากหลอดไฟดับวูบลงทั้งอาคาร อิลลานเนสกวาดตามองรอบด้านอย่างนึกสงสัย เพียงไม่นานนัก แสงไฟก็กลับสว่างขึ้นอีกครั้ง ทำให้เธอคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่ไฟตกธรรมดาๆ และ เธอคิดว่าคงได้เวลากลับไปรวมตัวกับเพื่อนของเธอ... ขาเรียวยาวก้าวเดินอีกรั้ง เสียงรองเท้าบูทส้นสูงกระทบพื้นดังก้องไปทั่วบริเวณ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองทั่วบริเวณจึงพบกับจุดที่ผิดสังเกต

 

...ผู้คนหายไป...

 

เธอเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ มายังชั้นหนึ่ง กวาดสายตามองโดยรอบก็ไม่พบใคร แม้แต่คนเดียว เธอให้กำลังใจตนเองว่า เธออาจจะอยู่นานเกินไปจนถึงเวลาปิดทำการ คิดได้ดังนั้นจึงรีบเร่งฝีเท้าไปยังประตูทางออกและพบว่ามันปิดอยู่ เธอยิ้มอย่างดล่งใจปนระอาตนเองก่อนจะเอื้อมมือจับหมายจะเปิดประตูออกไปด้านนอก ทว่า... แกร่กๆ... มันล็อก...

  “ช่วยไม่ได้...”เธอพึมพำกับตนเอง ก่อนจะดึงไม้กายสิทธิ์จากกระเป๋าเสื้อโค้ทด้านใน ชี้ไปที่ลูกบิดประตูและร่ายคาถา “อาโลโฮโมร่า” เธอลองเปิดประตูอีกครั้ง ทว่า...มันยังคงล็อก แม่มดสาวเริ่มลนลานวิ่งไปที่กระจกบานที่ใกล้ที่สุดและมองออกไปด้านนอก แต่ว่าสิ่งที่พบกลับไม่ใช่ถนนและผู้คน หากแต่เป็นเพียงความมืดมิดและหมอกหนาครั้นจะลองเปิดบานกระจกออกก็ทำไม่ได้ และในตอนนั้นเอง....

  ปึง!!!

  เสียงวัตถุหนักๆกระทบกับบานกระจกหน้าต่างที่เธอพยายามเปิดมัน ทำให้อิลลานเนสตกใจแทบจะลงไปทรุดกองกับพื้น และสิ่งที่ทำให้เธอสติกระเจิงได้มากที่สุดคงจะเป็น...

 

...รอยรูปมือคนมากมายปรากฏที่อีกด้านของกระจก รอยมือที่เปื้อนไปด้วยสีแดงฉานของเลือด...
 

หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นและออกวิ่งไปตามที่ต่างๆที่เธอคิดว่าจะสามารถเป็นทางออกได้ แต่ไม่ว่าจะที่ไหนๆ ประตูบานแล้วบานเล่าก็ล็อกเหมือนๆกันหมดแม้จะใช้คาถาเพื่อสะเดาะกุญแจ หรือแม้กระทั้งเพื่อทำลาย รอยเลือดที่ปรากฏบนหน้าต่างยังคงตามหลอกหลอนเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอวิ่งมาสุดที่ชั้นสอง และหยุดอยู่ตรงหน้าภาพ “World in mind” อิลลานเนสจำใจมองมันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ภาพภายในนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เป็นภาพเมือง... เมืองที่ให้ความรู้สึกอ้างว้าง ตึกรามบ้านช่อง ทรุดโทรมบางหลังผุพัง ถนนตรงกลางภาพเหมือนจะยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด... เธอมองมันด้วยความฉงนบนความกลัว และทันใดนั้น ราวกับเกิดลมกรรโชกแรงมาจากในภาพ อิลลานเนสรู้สึกว่าร่างกายราวกับถูกดึงเข้าในหาภาพ และในที่สุดเธอก็ไม่อาจต้านทาน ความรู้สึกหมุนควงภายในช่องท้องทำให้อยากอาเจียน เหมือนกำลังหายตัวเกิดขึ้นเพียงครู่และหยุดไป... นัยน์ตาสีน้ำตาลค่อยๆเปิดมองทัศนียภาพเบื้องหน้า และสิ่งที่เธอพบคือ... พิพิธภัณฑ์ในความมืด พิพิธภัณฑ์ซึ่งแตกต่างจากที่เธอเคยยืนอยู่ ที่ที่เธอยืนอยู่ตอนนี้มีแต่ความมืดและผลงานภาพวาดน่ากลัวๆเรียงรายเต็มฝาพนัง และข้อความเขียนด้วยเลือดบนพื้น...

 

[color=#ff0000;][font="georgia, serif;"]...Welcome to the World in mind gallery...[/color][/font]

 

ความพรันพรึงเบื้องหน้าทำให้อิลลานเนสก้าวขาไม่ออก หากแต่ต้องฝืนเดินเพื่อหาทางออกจากสถานที่บ้าๆแห่งนี้ โดยที่รู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดเวลา เพราะทุกย่างก้าวที่เธอผ่าน จะปรากฏข้อความขึ้นมาตามพื้นหรือผนังเหมือนเป็นการนำทาง บางครั้งก็มีหุ่นขี้ผึ้งหน้าตาประหลาดปนหน้ากลัวที่เปรอะไปด้วยเลือดมาต้อนรับเธอแบบไม่ทันตั้งตัว ภาพวาดที่ยื่นมือออกมาอย่างกะทันหันเพื่อคว้าตัวเธอ งานปั้นรูปปากที่คอยถมน้ำลายใส่ทุกครั้งที่เดินผ่าน ลูกนัยน์ตาสีแดงก่ำที่มองตามเธอไปทุกฝีก้าว และอื่นๆอีก
ด้วยความกลัวอิลลานเนสจึงออกวิ่งสุดผีเท้าไปเรื่อยๆเพื่อค้นหาทางออก จนเหมือนในที่สุดเธอก็พบ... ห้องสีแดงกว้างห้องหนึ่ง ซึ่งภายในนั้นไม่มีอะไรตั้งอยู่เลย แม้แต่บนผนังก็ไม่มีแม้กระทั่งโคมไปประดับ มีเพียงประตูไม้เก่าๆบานหนึ่ง เธอไม่รอช้ารีบสาวเท้าเดินข้ามห้องเพื่อไปที่ประตูบานนั้นเหลือเพียงแค่ไม่ถึงสามเมตรเธอก็จะถึงมัน....

  ครืน....


  พื้นที่เธอก้าวเหยียบไปนั้น สลายลงเบื้องล่างที่มืดมิดราวกับเม็ดทรายตกลงสู่หุบเหวไร้ก้น สองมือไขว่คว้าหาที่จับยึดหากแต่สถานการณ์เช่นนี้สติของเธอมีไม่มากพอที่จะคิดอะไรทั้งสิ้น วินาทีที่เธอกำลังร่วงลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง ในหัวสมองมองเห็นความตายอยู่เบื้องหน้า...

 

...ร่างกายของเธอกลับหยุดค้างกลางอากาศ ข้อมือเหมือนถูกจับยึดด้วยอะไรบางอย่าง...

 

เธอลืมตาขึ้นมองสิ่งที่ยื้อยุดเธอขึ้นมาจากความตาย... ชายคนหนึ่งกำลังจับข้อมือเธอเอาไว้ เส้นผมหยักศกตัดสั้นสีดำสนิท ดวงตาสีเดียวกับเส้นผมกำลังมองและยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ที่สำคัญกว่านั้น... เขายืนอยู่กลางอากาศ! ชายหนุ่มดึงตัวเธอขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับเขา ก่อนจะปล่อยข้อมือเธอ คราแรกอิลลานเนานึกว่าตนเองจะร่วงลงไปในเหวนั้นอีก หากแต่เปล่าเลย... เธอกำลังยืนอยู่กลางอากาศเช่นเดียวกับเขาราวกับว่าที่พื้นนั้นมีกระจกอยู่ ชายหนุ่มปริศนายิ้มให้เธออีกครั้งและส่งการ์ดเล็กๆให้เธอหนึ่งใบก่อนจะผายมือไปยังบานประตู เธอมองเขาอย่างหวาดๆ แต่ก็ยอมรับการ์ดมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท ก่อนเดินไปที่ประตูบานนั้นและเปิดมันออก ก่อนจะก้าวออกไป เธอได้ยินเสียงทุ้มนุ่มเสียงหนึ่งดังตามหลังเธอมา

  “ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมผลงานพิศวงของผม....”




  “อิล.. อิล... ตื่นสิอิล”เรียกหนึ่งเรียกชื่อเธอดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เธอจำได้... นั่นเสียงเพื่อนของเธอ เปลือกตาบางค่อยๆเปิดขึ้นพร้อมความปวดหัวที่แล่นเข้ามาจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับไว้
  “ที่นี่... ฉันเป็นอะไรไป” เสียงเบาหวิวหลุดรอดออกจากริมฝีปากที่รู้สึกแห้งผาก เธอมองไปรอบๆ ห้องสีขาวมีม่านกันซึ่งเดาเอาว่าคงเป็นห้องพยาบาลของทางพิพิธภัณฑ์
  “เธอเป็นลมน่ะสิ แล้วนี่ไหวไหม ฉันว่าเรากลับกันดีกว่าเธอจะได้พักผ่อน” เพื่อนของเธอว่างพลางจัดแจงให้เธอลุกขึ้นนั่งและพยุงเดินออกจากห้องพยาบาล อิลลานเนสมองไปรอบตัวพิพิธภัณฑ์ที่ยังคงสภาพเดิม ภาพวาดและผู้คนยังอยู่เหมือนเดิม รวมทั้งภาพ “World in mind”ที่เธอขอให้เพื่อนพาไปดูก็ยังคงบิดเบี้ยว... แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อครู่คืออะไร... ความฝัน... คิดได้ดังนั้นเธอก็โล่งใจ และยินดีที่จะเดินตามเพื่อนออกจากพิพิธภัณฑ์ อากาศด้านนอกค่อนข้างจะเย็นลงแล้วหิมะเริ่มโปรยปรายลงมา เธอแยกกับเพื่อนเพื่อกลับบ้าน เป็นเพราะอากาศเย็นทำให้มือของเธอเริ่มชา เธอจึงซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อโค้ท และก็ต้องแปลกใจเมื่อมือข้างหนึ่งสัมผัสกับวัตถุแข็งๆบางๆรูปสี่เหลี่ยม ด้วยความสงสัยจึงหยิบออกมาดู แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อมันคือ...

 

 

...การ์ดสีดำใบหนึ่งเขียนด้วยอักษรสีแดงที่มุมซ้ายมีชื่อของเธออยู่...


[font="georgia;"][color=rgb(255,0,0);]...Member of World in mind Gallery …Welcome Illanness...
...Faulrenso De Aphis...[/color][/font]



[font="georgia;"]-END-[/font]




#119195 เดลี่พรอเฟ็ต ฉบับที่ 33 ประจำสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกรกฎาคม

โพสต์โดย Broomer Report on 16 กรกฎาคม 2013 - 12:35 AM

[color=rgb(102,51,0);]องค์กรการกุศล "COMIC RELIEF"[/color]
 
ดิฉันจะมาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับองค์กรการกุศล "COMIC RELIEF" นะคะ ดิฉันอยากเชิญชวนพ่อมดแม่มด หรือ มักเกิ้ลคนใดที่มีจิตเมตตา โอบอ้อมอารี อยากให้ผู้คนที่ทุกข์โศกอีกมากมายมีความสุข มาเข้าร่วมองค์กรการกุศลนี้นะคะ แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักองค์กรนี้ใช่ไหมคะ 
 
องค์กรการกุศลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคลายความทุกข์ยากให้แก่มักเกิ้ลผ่านเสียงหัวเราะ และความบันเทิง แน่นอนมันเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในอังกฤษเช่นเดียวกัน พ่อมดแม่มดเราก็ตระหนักได้ชัดเจนถึงพลังของเสียงหัวเราะ ว่ามีอำนาจเพียงใด กองทุน COMIC RELIEF จัดตั้งขึ้นเป็นคลับในโลกเวทมนตร์ โดยมีเป้าประสงค์ดังนี้
 
1.ช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ตกทุกข์ได้ยาก
2.ช่วยเหลือผู้ที่พานพบกับความยากจน ปลดเปลื้องเขาจากความทุกข์ผ่านเสียงหัวเราะ และเงินบริจาค
3.เพื่อให้ผู้มีความมั่งคั่งร่ำรวยได้ตระหนักถึงคุณค่าของเม็ดเงิน ที่จะมอบความสุขให้แก่ใครได้อีกหลายๆ คน
 
COMIC RELIEF มีสัญลักษณ์อันเป็นที่จดจำได้ คือ จมูกสีแดงของตัวตลก การทำงานของพวกเรา จะใช้วิธีการรับความช่วยเหลือจากผู้มีใจกว้างในโลกเวทมนตร์เพื่อนำเอาเม็ดเงินส่วนนั้นเป็นกองทุนให้แก่เด็กกำพร้าที่ยากไร้ พ่อมดแม่ดที่ยากจน แต่มีเสียงหัวเราะให้โลกเวทมนตร์และผู้ยากไร้ทุกคนที่มีความดีงาม หรือมีบทบาทเชิงบวก
 
ภาพที่โพสต์
 
สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ COMIC RELIEF สามารถลงชื่อเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้พวกเขาหรือร่วมบริจาคเงินได้ที่ร้านหัวหมู ในหมู่บ้านฮอกส์มี้ด และการบริจาคเงินจะบริจาคผ่านบัญชีของ Faraino Bell
 
ภาพที่โพสต์
 

[color=rgb(102,51,0);]หายตัวปริศนา[/color]

 

มีการร้องทุกข์ต่อกระทรวงเวทมนตร์ แผนกกองควบคุมกฎหมายเวทมนตร์ได้รับการรายงานอย่างต่อเนื่อง ถึงการหายตัวไปของเด็ก ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวหายไปในบริเวณป่านิทรา ยังไม่มีใครค้นพบร่องรอย หรือวิธีการติดตามตัว ด้านกองการขนส่งวิเศษก็ทำการตรวจสอบและตรวจเช็คข้อมูลตามระยะเวลาที่มีการหายตัว หรือใช้เครือข่ายการขนส่งวิเศษก็ยังไม่พบร่องรอยการใช้เวทมนตร์ในบริเวณดังกล่าว หรือใกล้เคียง 

 

แน่นอนว่าข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่บรรดาผู้ปกครองทั่วโลกเวทมนตร์ เมื่อบุตรหลานของตนเองมีภัยเสี่ยงต่อการถูกลักพาตัว และตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลหรือร่องรอยใดๆ ของผู้ก่อการ

 

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงเวทมนตร์ก็ได้ออกมาตรการณ์รักษาความปลอดภัย ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่มือปราบมาร ผู้เชี่ยวชาญการสะกดรอย แนบเนียน และอำพรางเข้าดูแลในพื้นที่บริเวณป่านิทราแล้ว เพื่อคลายความกังวลใจ 

 

"เราจะไมยอมให้ประชากรผู้วิเศษคนใดก็ตามได้รับอันตราย และเราจะจับตัวคนร้ายให้ได้อย่างเร็วที่สุด" รัฐมนตรีคีงส์ลีย์ ชักเคิลโบลต์กล่าวต่อสื่อเช้านี้

 

ภาพที่โพสต์

 

[color=rgb(102,51,0);]ตกท่ออีกครั้ง ! เชร์วาลไร้บ้าน[/color]
 
หลังจากถูกสั่งปลดโดยคณะสงฆ์ไม่นาน เชร์วาลก็ได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ซึ่งทำท่าเหมือนว่าจะดีแต่เปล่าเลย หนังสือนี้ทั้งแป้ก เหลวไม่เป็นท่า แถมยังนำเอาความซวยมาเยือนผู้ประพันธ์อีกด้วย เมื่อเจ้าบ้านฮันเตอร์ประกาศก้องในที่ประชุมว่าได้ตัดสิน "ถอดถอนนามสกุลฮันเตอร์ออกจากเชร์วาล" พร้อมด้วยความพ้องของลูกบ้านทั้งหมดในที่ประชุม
 
วงในบ้านฮันเตอร์ออกมาเปิดเผยต่อดิฉันว่า ตลอดการประชุมตั้งแต่เวลา 20.30 น. ที่สมาชิกบ้านอยู่กันพร้อมเพรียงนั้นไม่มีแม้เงาของเชร์วาลอยู่เลย จนกระทั่ง 21.20 น. เขาก็ปรากฎตัวขึ้น ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าการประชุมกำลังจะจบลง และเขาก็เข้ามาเพื่อน้อมรับคำตัดสินของต้นตระกูลเท่านั้น คำตัดสินและเหตุผลที่สมาชิกบ้านฮันเตอร์ใช้ในการถอดถอนนามสกุลก็คือ เชร์วาลทำตัวไม่เหมาะสมที่จะแบกนามสกุลฮันเตอร์ไว้ที่หลัง เขาไม่เป็นตัวของตัวเองและชอบทำสิ่งที่น่าอับอายเพราะความเชื่อที่ว่าถ้าทำแล้วเขาจะเด่นดัง
             
"เพราะงานเขียนของเขานั่นแหละ เขาเปิดเผยว่าเขาเพียงแค่อยากมีตระกูล และ งานเขียนชิ้นสุดท้าย สร้างความเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก" ลูซิฟ ฮันเตอร์ ต้นตระกูลฮันเตอร์กล่าวในที่ประชุม "เขาเหมาะจะอยู่คนเดียวมากกว่า หรืออยู่บ้านอื่นอ่ะ" สาวฮันเตอร์เสริมพร้อมกับบุ้ยปากไปมา
 
ทั้งนี้วงในยังให้ข้อมูลกับดิฉันอีกว่าเชร์วาลได้น้อมรับคำตัดสินด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย และกล่าวชี้แจงอย่างปลงๆ "ปล่อยมันเกิดขึ้นมา แล้วเราก็รับมันไว้ ไม่โกรธหรอก การที่เราทำอะไรแล้วมันก็มีผลพ่วงมาเสมอล่ะ ไม่ว่าผลจะดีหรือร้าย แต่มันเกิดขึ้นเพราะเราทำ"
 
ช่างน่าสงสารจริงๆ จากนักบุญผู้เด่นดัง ต้นตระกูลฮันเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ ยอดนักกวีเจ้าของงานเขียนมากมายในร้านตัวบรรจงและหยดหมึก เชร์วาลต้องสูญเสียทุกอย่างไปเพียงเพราะความทะเยอะทะยาน การตัดสินใจ การก้าวเดินที่ผิด การเรียกร้องความสนใจที่ไม่สมควร และทุกๆอย่างที่เขาพยายามทำเพื่อให้หลายคนสนใจ ทุกอย่างนั้นมันย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่าง และไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลย นอกจากหน้าหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตที่ตีพิมพ์เรื่องของเขาเป็นว่าเล่น ชนิดเล่มต่อเล่มเลยทีเดียว และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งหน้ากระดาษที่เขียนถึงเขา จากปลายปากกาของดิฉัน คุณนายหูด .

 

ภาพที่โพสต์

 

[color=rgb(102,51,0);]แวมไพร์ออกอาละวาดถิ่นมักเกิ้ล![/color]
 
ยอดขายกระเทียมพุ่งกระฉูดทางตะวันตกของเมืองเกรตแฮงเกิลตัน สภาเมืองเกรตแฮงเกิลตันมีคำเตือนถึงประชาชนว่าแวมไพร์ตนหนึ่งอาจจะออกอาละวาดเล่นงานมักเกิ้ล
 
คำเตือนนี้มีออกมาหลังจากคฤหาสน์แห่งหนึ่งบนเนินเขาของเมืองเกรตแฮงเกิลตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งกบดานของแวมไพร์ชื่อดังนามว่า แบส โอเวอร์ลอส ที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม สืบเนื่องจากขาดการบำรุงรักษา เกิดพังถล่มลงมา และ ก่อข่าวลือว่าแวมไพร์ตนนี้ กำลังจะออกอาละวาด ตามเรื่องที่เล่าขานต่อๆกันมา ว่ากันว่า แวมไพร์ตนนี้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งหนึ่งบนเนินเขาของเมืองเกรตแฮงเกิล เขาจะคอยซุ่มโจมตีดูดเลือดใครก็ตามที่แอบเข้ามาในคฤหาสน์ของเขา
 
ต่อมาคฤหาสน์แห่งนี้ถูกซื้อโดยครอบครัวจาโกวิช ซึ่งเป็นมักเกิ้ลชาวท้องถิ่น แต่หลังจากพวกเขาได้ยินเรื่องเล่า ก็หวาดกลัวแวมไพร์และในตำนานจนไม่กล้าเข้ามาอยู่ ทว่าสุดท้ายแล้วก็พบว่ามันคือขุมทรัพย์ดีๆนี่เอง หลังจากเริ่มโฆษณาประชาสัมพันธ์เปิดให้ มักเกิ้ลท่องเที่ยวเข้าชมแทน อย่างไรก็ตามเจ้าของไม่ได้บูรณะซ่อมแซมคฤหาสน์ดังกล่าวที่ผุพังไปตามกาลเวลาเลย เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการรบกวนแวมไพร์จนทำให้มันตื่นขึ้นมา และตอนนี้สภาพรูปปั้นแห่งตระกูลโอเวอร์ลอส ที่ทรุดโทรมจนจวนเจียนจะพังพาบ แล้วทำให้เกิดข่าวลือขึ้นว่า แวมไพร์แบส โอเวอร์ลอส ออกมาจากคฤหาสน์แล้ว
 
ภาพที่โพสต์
               
นายกรัฐมนตรีประจำโลกมักเกิ้ล ยอมรับว่า "ชาวบ้านกังวลกันมาก ทุกคนทราบถึงตำนานของแวมไพร์ตนนี้ดี ผู้คนพากันหวาดผวายิ่งเมื่อคิดดูว่าตอนนี้มันกำลังไร้ที่กบดาน กำลังหาถิ่นที่อยู่ใหม่และบางทีก็อาจมองหาเหยื่อใหม่ๆด้วย เราทุกคนตื่นตระหนกกันไปหมด" นายกรัฐมนตรีประจำโลกมักเกิ้ลกล่าวต่อว่า เรื่องนี้อาจทำให้คนอื่นๆที่ไม่อยู่ในเมืองเกรตแฮงเกิลตัน ขำกลิ้ง แต่สำหรับคนในเมืองเกรตแฮงเกิลตัน แล้วทุกคนเชื่อเรื่องแวมไพร์กันอย่างมาก และเขายังยืนยันเรื่องที่สภาเมืองเกรตแฮงเกิลตันแนะนำให้ชาวบ้านนำกระเทียมแขวนไว้ที่ประตู หน้าต่างทุกบานที่บ้านของแต่ละคน รวมถึงให้ติดกางเขนไว้ทุกห้องของบ้านด้วย
               
หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีประจำโลกมักเกิ้ล และ คณะกรรมการกระทรวงป้องกัน และ คุ้มครองมักเกิ้ล ได้เข้าประชุมกันเพื่อตรวจสอบและจัดการ แบส โอเวอร์ลอส ก่อนที่จะเป็นอันตรายกับพวกมักเกิ้ลไปมากกว่านี้ แต่การลงมือครั้งนี้ ฝ่ายมักเกิ้ลจะจัดการเองไม่ได้ เนื่องจากไม่มีความสามารถพอจึงต้องขอแรงจาก คณะกรรมการพ่อมดแม่มดและ การดำเนินการครั้งนี้จะต้องทำกันอย่างเงียบๆ ไม่ให้ชาวมักเกิ้ลรู้เด็ดขาดว่ามีพ่อมดแม่มดอยู่จริง
               
อย่างที่เราทราบกันอยู่แล้ว มักเกิ้ลจะไม่รู้เชื่อเรื่อง “เวทมนตร์ และไม่รู้จักพ่อมดแม่มด” ถ้าหากมักเกิ้ลคนใดเห็นพ่อมดเสกเวทมนตร์คาถาขณะปฏิบัติภารกิจ จะต้องทำการลบความทรงจำเกี่ยวกับเวทมนตร์เพื่อไม่ให้ความลับเรื่องโลกเวทมนตร์ถูกเปิดเผย !

 

ภาพที่โพสต์

 

[color=rgb(102,51,0);]กระทรวงเวทมนตร์วิตก เทรนด์ใหม่ของไม้กายสิทธิ์ทำพิษ![/color]
 
ช่วงเช้าที่ผ่านมานางอีเคเทอรินา โซโคโลวา แม่มดนักวิชาการชาวรัสเซียได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการตกแต่งไม้กายสิทธิ์ด้วยอัญมณีหรือเชือกร้อยลูกปัด ที่เชื่อกันว่าสามารถเพิ่มพลังในการร่ายคาถาให้ทรงอานุภาพมากขึ้นได้ ว่าแท้จริงแล้วเป็นเทรนด์ใหม่ของเหล่าแม่มดวัยรุ่นในแถบสแกดิเนเวีย ซึ่งไม่มีผลใดๆ ต่อคาถา อย่างไรก็ดี นางอีเคเทอรินายังกล่าวอีกว่า การนำอัญมณีหรือเชือกร้อยลูกปัดมาประดับบนไม้กายสิทธิ์นั้น ทำให้ความสามารถในการโฟกัสเป้าหมายลดน้อยลง เนื่องจากเครื่องประดับจะทำให้เจ้าของจับไม้กายสิทธิ์ได้ไม่ถนัดมือ และเกิดความผิดพลาดตามมา
 
“ดิฉันไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนำสิ่งต่างๆ มาประดับไว้บนไม้กายสิทธิ์ เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้าที่จะมีเครื่องประดับเหล่านี้พวกเราเองในบางครั้งก็ยังเล็งคาถาไม่ถูกจุด อีกทั้งการมีสิ่งแปลกปลอมมาอยู่บนไม้กายสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก เพราะการที่จะติด แปะ เจาะ แขวน อะไรบนไม้กายสิทธิ์นั้น ย่อมทำให้ไม้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น เป็นการสร้างความเสียหายให้กับไม้กายสิทธิ์อันมีค่าของเราเอง” อีเคเทอรินา โซโคโลวา แม่มดนักวิชาการกล่าว
 
กระทรวงเวทมนตร์ทั่วโลกออกมารณรงค์งดใช้เครื่องประดับบนไม้กายสิทธิ์ หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับพ่อมดคนหนึ่งในประเทศไทย ที่ถูกเชือกร้อยลูกปัดบนไม้กายสิทธิ์ของภรรยาฟาดถูกตา จนทำให้กระจกตาฉีก เป็นผลทำให้ตาของเขาเกือบบอด (แม้ว่าภายหลังจะได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเซ็นต์มังโกฯ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขากลับมามองเห็นได้ชัดเจนดังเดิม) หรือกรณีของเจิม จิรายุบ ดาราหนุ่ม ที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นขณะให้สัมภาษณ์ละครวิทยุผู้วิเศษเรื่องคุณชายพุดดี้ฟุตกับทางเดลี พรอเฟ็ต โดยนางสาวเฮสเธอเรีย (ที่รับบทวินัยรัมภา) ได้ตวัดไม้กายสิทธิ์ไปที่เบลล่า ราสิณี (ที่รับบทแก้ม) แต่เกิดผิดพลาดเมื่อพลอยสีน้ำเงินบนไม้กายสิทธิ์ของเฮสเธอเรียกระเด็นเข้าไปในรูจมูกของเจิม ทำให้เขาสำลักพลอยเม็ดนั้นอย่างรุนแรงและมีเลือดออกทางจมูกของเขาทั้งสองข้าง นักข่าวของเราเข้าไปช่วยนำพลอยออกจากรูจมูกของเจิมทันที ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าที่จะนำพลอยสีน้ำเงินออกมาได้ หลังจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เฮสเธอเรียก็ได้นำเครื่องประดับออกจากไม้กายสิทธิ์ของเธอและส่งจดหมายขอโทษพร้อมกับวิสกีไฟอีกสามร้อยลังไปให้เจิม ทางด้านเบลล่าก็ตกใจมิน้อย เมื่อเธอเล่าว่า เธอเองก็โดนอัญมณีของเฮสเธอเรียกระเด็นใส่โหนกแก้มข้างซ้ายของเธอเช่นกัน แต่ไม่เป็นไรมาก และไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เพราะรู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ อีกอย่างเฮสเธอเรียก็ขวัญเสียจะแย่แล้ว เนื่องจากแฟนคลับของเจิม จิรายุบ รอสาดคำสาปใส่เธออยู่ทั่วตรอกไดแอกอนและที่หมู่บ้านฮอกส์มี้ด

 

ภาพที่โพสต์

 

[color=rgb(178,34,34);]สลากรางวัลกับเดลี่พรอเฟ็ต[/color]

[color=rgb(178,34,34);]สำหรับพ่อมดแม่มดนักเสี่ยงโชค นี่คือโอกาสทองที่คุณจะได้รับรางวัลหนักถึง 1 ล้านเกลเลียน![/color]

[color=rgb(178,34,34);]ด้วยการเสี่ยงทายตัวเลข 7 หลัก ที่จะเปิดเผยในฉบับถัดไป[/color]

 

[color=rgb(178,34,34);]แบ่งออกเป็น 3 รางวัล[/color]

 

[color=rgb(178,34,34);]รางวัลที่ 1 ทายเลขถูกทั้ง 7 หลัก รับรางวัล 1,000,000 เกลเลียน[/color]

[color=rgb(178,34,34);]รางวัลที่ 2 ทายเลขถูก 5 หลัก รับรางวัล 50,000 เกลเลียน[/color]

[color=rgb(178,34,34);]รางวัลที่ 3 ทายเลขถูก 3 หลัก รับรางวัล 10,000 เกลเลียน[/color]

 

[color=rgb(178,34,34);]เลขเสี่ยงดวงครั้งที่ 1[/color]

[color=rgb(178,34,34);]X X X X X X X[/color]

 

[color=rgb(178,34,34);]วิธีการเสี่ยงดวง[/color]

[color=rgb(178,34,34);]เลือกตัวเลขที่ท่านถูกชะตาและจัดวางลงไปในแต่ละตำแหน่งทั้ง 7 หลัก ซึ่งแต่ละหลักจะไม่ซ้ำเลขกัน ตั้งแต่ 0-9 เช่น[/color]

[color=rgb(178,34,34);]4 5 6 2 3 1 7[/color]

 

[color=rgb(178,34,34);]การเสี่ยงดวงเลข 1 ครั้ง มีค่า 7 เกลเลียน โอนเงินเข้ามาได้ที่ ตู้นิรภัย 091 Daily Prophet พร้อมระบุ "ซื้อสลากรางวัล หมายเลข XXXXXXX"[/color]

 

ภาพที่โพสต์

[color=rgb(102,51,0);]ชีวิตของเชร์วาลไม่ได้ใสสะอาด![/color]
 
หลังจากที่ดิฉันได้ไปสัมภาษณ์คุณพ่อเชร์วาล ที่ตอนนี้กลายเป็นแม่ค้าร้านเสื้อคลุมทุกโอกาส ในประเด็นการเป็นลักเพศ และเหตุที่คณะสงฆ์และผู้นำชั้นสูงได้ ออกคำสั่งปลดท่านลงเป็นเพราะเหตุผลอะไร เชร์วาลได้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมเชื่อว่ามีหลายคนก็เป็นแบบผมครับ หลายคนคิดว่าผมทำถูกแล้ว (เขากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม) แต่ ลักเพศ มันไม่รุนแรงสำหรับเด็กทารกไปหน่อยหรือ ผมว่ามันออกจะรุนแรงจนอาจทำให้เยื่อหูบอบบางของเด็กๆ ติดเชื้อได้นะครับ อันที่จริงต้องขอบอกว่า ข้าพเจ้ายืนยันและนอนยันแน่นอนว่าข้าพเจ้ามิได้ลักเพศตามที่คนได้กล่าวหามา แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้บอกนะครับว่าผมไม่ชอบเพศเดียวกัน และความจริงข้าพเจ้าไม่เคยเอนเอียงไปรักพวกลักเพศอะไรเลย เราเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายก็เท่านั้น (ยังคงยิ้มแย้มไม่ปกปิด และไม่มีท่าทีสะทกสะท้านกับเหตุที่ถูกปลดออก) ข้าพเจ้าเชื่อว่าเหตุผลของคณะสงฆ์เป็นการตัดสินใจอันสูงสุด แน่นอนถูกข้าพเจ้าจะถูกปลดแต่ก็ยังคงทำหน้าที่ต่อพระเจ้าต่อไป"
 
เรื่องราวที่ผมหลับนอนกับพระรุ่นน้อง (อิฉันไม่ได้พูดถึงรุ่นน้องเลยนะ) ข่าวนี้มาได้อย่างไร ช่างน่าขำนะ เพราะคนอื่นจะมองแต่ผิวเผินโดยไม่ได้ดูที่เบื้องหลังว่าที่จริงแล้วเป็นอย่างไร ผมไม่ได้หลับนอนกับนักบวช เขาก็แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ผมรู้ดีว่าใครอร่อยไม่อร่อย (เขาพูดด้วยท่าทีราวกับเป็นคนธรรมดา และเห็นการกระทำนี้เป็นเรื่องปกติ) ใครทำอะไรย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น และข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนต่อธรรมชาติตรงไหน ผมแค่มีความรักเท่านั้นเอง
 
สำหรับร้านเสื้อผ้าที่คุณเพิ่งเปิด เป็นอีกหลักฐานที่ยืนยันได้หรือเปล่าคะว่าคุณมีลักษณะกายเป็นชายใจเป็นหญิง ? เชร์วาลกลับตอบด้วยใบหน้าดุดันและโกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด "อะไรมากำหนดว่าบุรุษไม่ควรที่จะมาเปิดร้านเสื้อผ้า? มีผู้ชายมากมายที่ไม่ใช่ชายแท้เป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า แถมโด่งดังมากด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นแค่การมองของคนขี้กังขา และขี้สงสัย"
 
เมื่อถามถึงการถูกถอดจากการเป็นนักบวช และสถานภาพ St. เชร์วาลก็ตอบด้วยสีหน้าแบบคนหัวรุนแรงเช่นเดิมว่า นักบวช ดูจะไม่สมกับชีวิตจริงสักเท่าไหร่ เพราะใต้อาภรณ์นักบวชนี้ จะต้องบ่งบอกถึงคนที่ละกิเลสแล้ว และแน่นอนสิ่งนี้มันไม่ได้มีอยู่ในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีกิเลสและตัณหามากนัก เขาเปลี่ยนภาพเป็นนักบุญใจดีจนดิฉันตกใจแถบรอยยิ้มมุมปากของเขา
 
เมื่อถามถึงหนังสือว่ามีเจตนาเพื่อลบล้างความผิดบาปของคุณต่อความเสื่อมเสียที่มีต่อคณะสงฆ์หรือไม่ เขาก็ได้แต่อธิบายเหตุผลที่ไม่หนักแน่นเอาเสียเลย "ไม่ได้ลบล้าง แต่ตั้งใจเปิดเผยขึ้นมา แม้จะเป็นเรื่องราวที่แต่งเติมขึ้นมาบ้าง ก็เพื่อสีสันเท่านั้น (หัวเราะ) ถ้าหากคนเราทำผิดบาป เราจะไม่หันกลับมาปรับปรุงหรือแก้ไขตัวเองหน่อยเหรอ?" เขาพูดเจาะจงถึงฉันแน่นอน ดิฉันมันใจได้
 
เคยมีบางที หรือหลายๆ ทีที่คุณคิดอยากจะฆ่าตัวตาย หรือระเบิดตัวเองหนีจากโลกนี้เพื่อปิดข่าวไปหรือเปล่า "จะทำเช่นนั้นทำไม ข่าวก็คือการนำเสนอข้อมูลอันจริงปนเท็จ คละกันไป และข่าวก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตข้าพเจ้าขนาดนั้น แต่ก็เคยทำให้เข่าข้าพเจ้าสั่นไปพักหนึ่งทีเดียว และการจะฆ่าตัวตายเพื่อข่าวฉาวเพียงไม่กี่บรรทัด มันไม่คุ้มเอาเสียเลย นอกจากเอาเวลานี้มาระเบิดสำนักข่าวดีกว่า (ฮา) ข้าพเจ้าพูดจากใจจริง ถ้ามีโอกาสข้าพเจ้าจะทำโดยไม่ต้องคิดเลยล่ะ"
 
จริงหรือไม่คะ ที่มีคนบอกว่าคุณปิดบังสถานะจริงๆ ของคุณมาตลอด และพยายามสร้างกระแสให้ตัวเองด้วยการพยายามเปลี่ยนชื่อบ่อยๆ โดยที่กระแสที่ได้มันออกไปในแง่ลบมากกว่า "ใช่ เพราะข้าพเจ้าต้องการสร้างกระแส มีคนดังมากมายในโลกนี้ และข้าพเจ้าก็อยากมีโอกาสแบบนั้นบ้าง ข้าพเจ้าหลงใหลในแสงไฟ และการตกเป็นข่าว และแน่นอนว่า เมื่อมันออกมาแง่ลบ มันมักดังและโดดเด่นกว่าแง่บวก"
 
ส่วนการเปลี่ยนชื่อ ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกเวทมนตร์ ข้าพเจ้าต้องเผชิญชีวิตลำเค็ญมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่วัยเด็กที่ไม่มีใครพยายามจดจำข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถูกละเลยจากคนอื่นๆ และคิดว่าข้าพเจ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำแพงห้อง (เชร์วาลกล่าวด้วยน้ำตานองหน้า และเริ่มมีน้ำเสียงสั่นเครือ) แต่คิดว่า คงไม่มีใครจำได้หรอกกระมัง (หัวเราะ) แต่ข้าพเจ้าอยากให้พวกคุณจำข้าพเจ้าจริงๆ นะ (ร้องไปหัวเราะไป)
 
แล้วการเปลี่ยนชื่อของคุณ คุณทำเพื่ออะไรกันแน่ ? ฉันถามด้วยความสุภาพ และต้องการคำยืนยันที่ชัดเจน แต่เขากลับตะคอกและยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นขู่ฉัน "จะให้ผมพูดอีกกี่ครั้ง นี่คุณถามคำถามบ้าบออะไรวนไปวนมา ข้าพเจ้าไม่เข้าใจจริงๆ นะ ข้าพเจ้าบอกแล้วไงว่าอยากดัง อยากเป็นกระแส โดยเฉพาะกับคนที่กำลังมีกระแส ข้าพเจ้าจะรีบแสดงตัวทันที!"
 
ตอนนี้มีการซุบซิบอย่างหนาหูเกี่ยวกับตัวคุณเชร์วาลนะคะ ซึ่งก็มีแม่มดคนหนึ่งฝากคำถามมาค่ะ "ไม่รู้ทำไมนะคะ คุณพ่อถึงได้ชอบทำอะไรตามคนโน้นคนนี้ เช่น จัดกิจกรรม เขียนหนังสือและอื่นๆ บลาๆ แล้วก็ชอบทำตัวเหมือนทำได้ดีเสียเต็มประดา ดูมั่นใจเกิ๊น" คุณมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้อย่างไรคะ "ความทะเยอทะยาน มักทำให้เราทำอะไรโดยไม่ได้คิดเสมอ แต่ถึงข้าพเจ้าคิดแล้ว ข้าพเจ้าก็จะทำอยู่ดี ข้าพเจ้าชอบการเป็นกระแส บอกแล้วไง และคิดว่าเดินตามรอยเท้าคนดังอยู่แล้วน่ะเหรอ น่าจะเป็นความคิดที่ดี และจะยังคงทำต่อไป หากมันไม่ได้สร้างความกระทบกระทั่งจนทำให้ใครเข้าขั้นโคม่า อยากฆ่าตัวตายหรือหนีชีวิตขึ้นมา พวกคุณเป็นที่ชื่นชอบสำหรับข้าพเจ้า จะไม่ให้ข้าพเจ้าเจริญรอยตามได้อย่างไร"
 
และ คุณมั่นใจแค่ไหนกับหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดคะว่า จะ"ผิดคาด" และทำให้ผู้อ่านช๊อคได้จริงๆ อย่างที่เกริ่นนำไว้ ไม่แป้กเหมือนหลายเล่มที่ผ่านมา "ไม่มั่นใจหรอก แต่ตามที่ว่าไปแล้ว จากคำถามก่อนหน้า ข้าพเจ้าก็ปรารถนาให้มันเป็นกระแสและผิดคาดอยู่ดี จากก้นบึ้งของหัวใจที่บอบช้ำและเบี่ยงเบนเลยล่ะ"
 
เชร์วาลได้กล่าวทิ้งท้ายเล็กน้อย ถึงแฟนคลับของเขา "ใครก็ตามที่เคยคิดว่าข้าพเจ้ายอดเยี่ยม จงเก็บมันลงไปในถังขยะซะ เพราะไม่มีอะไรดีในตัวข้าพเจ้าหรอก ข้าพเจ้าทั้งน่าดูแคลน ต่ำต้อย และกลิ่นตัวแรง แต่เพราะไม่เคยมีใครดีสักคนนี่สิ ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าโลกใบนี้มันน่าอยู่เพราะคนไม่ดีเต็มไปหมด ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ชื่นชอบปิศาจ อ้อ หากใครกำลังอ่านมาถึงตอนนี้ต้องบอกว่า พ่อมดแม่มดหลายคนถูกข้าพเจ้านำไปซุบซิบ นินทาเสียจนเกือบหมด ฮ่าๆ แต่กระนั้นก็ดี สิ่งที่จะฝากคือ "ไม่มีใครดีที่สุด มีแต่แย่มากแย่น้อยเท่านั้น" ลองดูตัวคุณเองซิ ว่ามีดีแค่ไหนเชียว อนิจจามนุษย์น้อยมีบาปเป็นอาภรณ์"
 
ภาพที่โพสต์
 
[color=rgb(102,51,0);]ราชวงศ์ล่มสลาย หรือแค่สร้างกระแส[/color]
 
ริต้า สกีตเตอร์สาวผมบลอนด์ผู้ทรงเสน่ห์ วัยหกสิบสองปี เจ้าของปากกาคมกริบ ที่เจาะลึกและลบชื่อเสียงของใครต่อใครมานักต่อนักแล้ว ขอนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประเด็นในขณะนี้ กับการหายไปอย่างเป็นปริศนาของครอบครัว เพฟเวอร์โรลล์ ที่ฉันคิดว่าควรจะเป็น เพรเวอร์โรลล์มากกว่า ฉันมั่นใจเอาปากกาของฉันเป็นประกันเลยว่า นามสกุลของพวกเธอต้องเลียนแบบมาจากตระกูล เพฟเวอร์เรลล์ อันเก่าแก่ของพวกเราอย่างแน่นอน
 
"ฉันปรารถนาเหลือเกิน ที่จะสร้างโลกแห่งความสวยงาม ที่อยู่ที่ใครๆ ต้องตกตะลึง ฉันรู้สึกปลื้มใจมากๆ ที่มันสวยเด่นในย่านนี้ ฉันมั่นใจเพราะฉันเป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์ ผู้มาพร้อมเสน่ห์และความยิ่งใหญ่" หญิงสาวผู้มั่นใจจนไร้ความสวยงามให้สัมภาษณ์กับฉันด้วยกิริยาอาการราวกับนั่งบนบัลลังก์ไข่มุก
 
"ฉันพบรักกับโอเว่น สามีของฉัน เขาหลงรักฉันในทันทีที่พบกันในงานเลี้ยงเต้นรำของดินแดนที่เราจากมา เขาสารภาพรักกับฉัน ฉันเขินอายและตื่นเต้นมาก ฉันไม่กล้ารับรักเขา เพราะเราพึ่งรู้จักกัน" เธอยังคงสร้างภาพสวยงาม แต่ความจริงที่ฉันรู้ก็คือ เธอร่ายมนตร์สะกดโอเว่นให้หลงรักเธอ และปลุกปล้ำเขาจนมีลูกออกมาหนึ่งคน! ลูกที่เป็นสควิบ!
 
ภาพที่โพสต์
 
ทันทีที่เจ้าหญิงราเคล ให้ตายฉันรู้สึกรังเกียจคำว่าเจ้าหญิงซะจริง! เดินทางเข้ามาในโลกเวทมนตร์ ด้วยรถม้าคันหรู พร้อมข้าทาสนำขบวนเข้ามา เธอป่าวประกาศบอกกับทุกคนว่าเธอคือแม่มดนักร้องผู้ทรงเสน่ห์ และเป็นที่รักและชื่นชอบของใครต่อใคร เธออาสาจัดงานประกวดการแข่งขันร้องเพลงแบบมักเกิ้ล โดยที่ไม่ได้มีใครขอ "ผมรู้สึกดีใจที่เธอเข้ามาในโลกเวทมนตร์ และนำพากิจกรรมที่น่าตื่นเต้นมาให้บรรดาพ่อมดแม่มดของเราได้ประกวดร้องเพลงกัน" ผีตาเฒ่าฟาร์เรียโน่ ที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเวทมนตร์กล่าว แต่ฉันมั่นใจว่านั่นเป็นคำโป้ปดสร้างภาพ ให้นางรู้สึกดีไปเท่านั้น ฉันเชื่อว่าเขาก็ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่หรอก ไหนจะสาวเจ้าผู้มีชื่อเสียงอย่าง เอพิล เบลล์ ที่เคยจัดกิจกรรมการประกวดร้องเพลง ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ถูกแหกหน้าจังๆด้วยการจัดกิจกรรมแบบเดียวกันมาหักหน้านาง ฉันเชื่อว่านางต้องคลั่งแทบสิ้นสติ ตอนที่ถูกเจ้าหญิงราเคลหักหน้า และหวังจะเอากิจกรรมของเธอแทนที่นาง
 
การประกวดร้องเพลงของเจ้าหญิง ดูจะเริ่มต้นได้สวยในตอนแรก แต่ก็แค่ตอนแรกเท่านั้น เพราะนางดื้อรั้นแบบเจ้าหญิง มัน่ใจว่าคนจะสนใจกิจกรรมของเธอนับร้อย แต่มันก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เธอร้องไห้น้ำตานองหน้ากระจกกรอบทองคำบริสุทธิ์ สะอึกสะอื้นถึงพระมารดาที่จากนางไปก่อนวัยอันควร
 
การประกวดเงียบเหงาลงเรื่อยๆ เมื่อผู้ชมเริ่มเบื่อหน่ายกับการจัดกิจกรรมที่ชักช้า ไม่น่าตื่นเต้น "ฉันรอฟังเพลงแล้ว ฟังเพลงอีก แต่มีแค่การหัดออกเสียงบ้าบอนั่น ฉันมาฟังเพลงของผู้เข้าประกวด ไม่ได้จะมาเรียนหนังสือ นังหน้าโง่" ผู้ชมคนนึ่งให้สัมภาษณ์กับฉัน และฉันก็รู้สึกเห็นด้วยมากทีเดียวล่ะ พนันกัน 100 เกลเลียน ฉันมั่นใจว่าผู้เข้าประกวดก็เบื่อ สังเกตได้จากผู้เข้าแข่งขันที่เริ่มจะเซ็ง และไม่ร่วมกิจกรรมของเธอ จนกิจกรรมจบแบบล่มไม่เป็นท่า ความอับอายของราชวงศ์ถูกลือและกล่าวขานในโลกเวทมนตร์ตลอดเวลา แน่นอนประเด็นของเธอยังไม่จบแค่นั้น
 
ฉันขุดคุ้ยประวัติของโอเว่น เพรเวอร์โรลล์ สามีของเธอ ที่ฉันไม่เคยแม้แต่จะเห็นเงาทอดออกมานอกปราสาท ฉันพยายามติดต่อเขาไป แต่ไม่มีการตอบกลับ จนฉันทนไม่ไหว และพบว่า แท้จริงแล้ว โอเว่นที่รักคือรูปปั้นที่นางเสกให้มีชีวิตและสมสู่เวลากระหายอยากเท่านั้น! ให้ตายนางเป็นเจ้าหญิงที่สกปรก! อี๋!
 
หลังจากที่เธอมีลูกได้ไม่นาน เธอก็รับเด็กๆ จากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาดูแล ราวกับเป็นนางฟ้าผู้ใจดีและโอบอ้อมอารีแก่เด็กน้อยผู้ขาดไร้ความอบอุ่นของอกผู้เป็นแม่ ไม่ต้องตกใจไปเลย เมื่อเราพบเธอในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบ่อยๆ เพื่อกวาดต้อนลูกๆ องค์หญิงแสนเลอเลิศต้องการจะขยายเผ่าพงษ์ราชวงศ์ให้ใหญ่ยิ่งกว่าตระกูลเบลล์ แต่บรรดาลูกๆ ของนางกับพิลึกพิลั่นไม่ต่างกัน เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว ว่าเด็กทุกคนที่เข้าเพรเวอร์โรลล์ ล้วนสติแตก และไม่เต็มเต็ง!
 
"สวัสดีครับ ผมชื่อรูเปิด ผมรักบ้านของผม แม่ของผมเป็นคนดีมาก เขารับผมไว้ ทั้งที่ผมเป็นพวกเพสไม่สมบูรณ์" รูเปิด เพรเวอร์โรลล์ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาคลอหน่วย "นี่คือบ้านที่ผมมีความสุขที่สุด" ทันทีที่ฉันเจอเขา ฉันรู้เลยว่าเขาไม่ปกติจริงๆ
 
ทุกท่านคงเห็นบทบาทของตระกูลนี้อย่างดี ว่าพยายามสร้างภาพ สร้างความโดดเด่นให้เป็นที่ยอมรับของพวกเราเพียงไร สังเกตได้จากการจัดกิจกรรม การแสดงบทบาทต่อโลกเวทมนตร์ แต่คงไม่มีใครเลวร้ายเท่าองค์หญิงราเคล หรือชื่อใหม่ที่เธอใช้เพื่อปกปิดความอับอาย ทิงเจอร์เบลล์ คงคิดว่าความใสซื่อจะลบล้างความเพี้ยนและความโอหังของเธอได้ เธอลงสมัครเป็นผู้ประกอบการร้านค้าทั้งที่เธอไร้คุณสมบัติอย่างรุนแรง และได้รับคำเชื่อเชิญจากผู้ทรงอิทธิพลให้ดำรงตำแหน่ง บรรณาธการเดลี่พรอเฟ็ต ฉันตกใจแทบสิ้นสติตอนนางเดินเข้ามาในสำนักงานแล้วประกาศจะโละทุกอย่างทิ้ง! นังโรคจิต วิปริต นั่นคือคำพูดที่ฉันคิดออกในตอนนั้น ฉันทำงานในสำนักพิมพ์นี้มาจนอายุปูนนี้ แต่ถูกเด็กมั่นหน้าที่ไหนไม่รู้ จะมาลบผลงานฉันออกไป นังอสรพิษ!
 
ไม่นานนัก หลังจากที่เธอได้รับตำแหน่ง และเริ่มทำงานด้วยการเรียกประชุม แต่ก็ถูกลูกน้องด่าทอและติเตียนเธอ ฉันเสียดายที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่ฉันก็รู้รายละเอียดดี! ทุกคนมารอประชุมงานกับเธออย่างพร้อมเพรียงกัน แต่นางดันมาสาย และสายมากในเวลาเที่ยงคืน "ขอโทษทีทุกคน ฉันติดภารกิจมากมายเหลือเกินในตำแหน่งหน้าที่เจ้าหญิงและตำแหน่งแม่ผู้ดูแลลูกๆ มากมายของฉัน แม้จะเสียเวลาไปสักหน่อย แต่การมาช้าก็ดีกว่าไม่มาจริงไหม งั้นเรามาเริ่มประชุมกันเลยดีกว่านะจ๊ะทุกคน ลูกน้องที่น่ารักของฉัน" องค์หญิงแสดงท่าทีราวกับตัวเป็นแม่ของทุกคน
 
นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากๆ ของ ฟาร์เรียโน่ เบลล์ ที่ยอมให้เธอมายืนในตำแหน่งนี้ ทั้งที่เธอไร้ประสบการณ์และความสามารถ! "ผมอยากให้คนที่อยากทำ ได้มีโอกาสลองทำ ความมุ่งมั่นของเขา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่นิสัยของเธอที่อยากทำนู่นทำนี่ แล้วทำไม่เสร็จสมบูรณ์สักอย่าง มันเป็นสิ่งน่าอดสูทีเดียว ผมรู้สึกแย่ทีเดียวที่ยอมไว้ใจเธอง่ายไปหน่อย แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเธอก็แค่เด็กสาว ที่ติดโรคเจ้าหญิงมากเกินไป หลงใหลตำแหน่งสูงๆ การแสดงบทบาท และแสงสีที่ส่องเล็งไปที่เธอ ผมเสียใจจริงๆ" ผู้ทรงอิทธิพล ตาเฒ่าผีฟาร์เรียโน่ให้สัมภาษณ์
 
แม้ความผิดพลาดของเธอ กับพฤติกรรมน่าอับอายจะเกิดขึ้นจนเธอน่าจะพิจารณาตัวเองเสียบ้าง แต่เธอกลับแพร่เชื้อไปยังบรรดาญาติๆ ลูกๆ ของเธอ อย่างเจ้าหญิงมะขิ่น ที่ทำงานในเดลี่พรอเฟ็ตเช่นเดียวกลับเธอ จู่ๆ ก็ขอลาออกเสียดื้อๆ เพียงเพราะติดภาระแสนหนักหน่วงในโลกมักเกิ้ลนี่นางคิดว่านางลำบากอยู่คนเดียวรึไง การลาออกของนางทำให้สำนักพิมพ์ยิ่งต้องล่าช้าในการเปิดตัวออกไปอีก โชคดีที่ตอนนี้เดลี่พรอเฟ็ตได้ดำเนินการต่อแล้ว ไม่งั้นคงได้เจ๊ง เพราะตระกูลสูงศักดิ์ ที่สันนิษฐานว่า คงเป็นเรื่องจอมปลอมที่พวกนางอุปโลกขึ้นมาเองอีกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย หลังจากที่พบว่าสามีของเธอเป็นแค่หุ่นที่เธอเสพสมสนองตัณหา
 
เรื่องราวยิ่งแย่หนักลงไปอีก เมื่อเด็กชายคนล่าสุดประกาศอยากลาออกจากตระกูล ใครจะไปรู้ว่าอยากลาออกเพราะอะไร แต่คงคาดเดาได้ไม่ยาก นั่นก็คือ หวาดกลัวที่จะเสียสติแบบพวกพี่ๆ! 
 
กระทั่งวันที่ 13 กรกฎาคม ต้นตระกูลของเพรเวอร์โรลล์ โดยนางราเคล เพรเวอร์โรลล์ ส่งจดหมายถึงผู้ทรงอิทธิพลให้ลบตระกูลเธอออกจากโลกเวทมนตร์ ฉันล่ะสงสัยว่าตาเฒ่านั่นยอมได้ยังไง ฉันต้องรู้เรื่องนี้ให้ได้ ว่าลบทำไม รึตาผีเฒ่าเกิดหลงใหลในตัวนาง? โชคดีที่ฉันนักข่าวฝีปากคมกริบแอบได้ยินการสนทนาของตาผีกับเด็กๆ ผู้ศรัทธาในตัวเขาว่าเหตุผลที่ตระกูลเพรเวอร์ไรนั่นหายไป ก็เพราะว่า ต้นตระกูลองค์หญิงราเคลยื่นจดหมายมาถึงแก โดยขอความกรุณาให้ลบตระกูลทิ้ง เพราะตัวเองตกลงกับคนในครอบครัวแล้ว แม้จะมีข่าวออกมาว่า เจ้าคนสุดท้ายไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ตาม (ไปอยู่ไหนของมันนะ) นี่เองคือเหตุผลเพี้ยนๆ ที่ตระกูลเพรเวอร์โรลล์หายวับไป
 
ภาพที่โพสต์
 
[color=rgb(102,51,0);]ความรักหวานชื่น Zeres Hunter & Soul Hunter[/color]
 
ภาพที่โพสต์
 
หลังจากพิธีวิวาห์อันหวานชื่นของ อดีตต้นตระกูลเบลล์กับสาวนักล่าตระกูลฮันเตอร์ ที่ดังกระหึ่มไปทั่วโลกผู้วิเศษ พวกเราชาวโลกเวทมนตร์ก็ไม่ได้รับข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลย ฉันจึงจัดการดึงตัวฝ่ายชาย Zeres Bell มาสัมภาษณ์แบบปากต่อปาก วันนี้คนทั้งคู่จะอยู่กันดีหรือไม่? มีข่าวดีอะไรหรือเปล่า? คำตอบอยู่ที่นี่แล้ว
 
เซเรส เบลล์ กล่าวด้วยท่าทางเบิกบาน เมื่อดิฉันถามถึงความรักหวานแหววของทั้งสองคน (ฉันล่ะเบื่อรักหวานแหวว) ตอนนี้ทุกอย่างราบรื่นดีครับ มีความสุขกับบ้านหลังใหม่ อาจมีเรื่องกวนใจบ้าง เพราะผมโดนไล่ให้นอกนอกบ้าน หรือในโรงครัวบ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เพราะผมทำผิดเอง แล้วก็ยุ่งกับเรื่องงานมากไปหน่อยครับ เซเรส อดีตต้นตระกูลเบลล์ ที่ทิ้งภาระหน้าที่ให้น้องชายรับเคราะห์แทน มีความสุขจริงๆ หรือนี่?
 
เมื่อดิฉันถามถึงแผนการผลิตลูกหลาน และออกไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ปนผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด "ผมวางแผนจะไปสวีทหวานกับภรรยาที่ผมรัก ที่ผมยอมสละทุกอย่างมาอยู่กับเธอ แต่ยังหาโอกาสไปไม่ได้ เพราะเธอเองก็แสนยุ่ง ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นล่ะ เธอให้ความสำคัญกับงานและโลกของเธอมากทีเดียว" ผู้เป็นสามีตัดพ้อน้อยใจ เห็นทีงานนี้รักหวานคงมีล่มในอนาคตแน่ๆ เพราะเมื่อถามถึงทายาทสืบสกุล เขาก็ตอบเพียงว่า "คิดเหมือนกันครับ แต่ผมและโซลยังไม่พร้อม เราอยากมีเวลาดูแลลูกมากกว่านี้อีกหน่อย" เขากล่าวด้วยท่าทีทะเล้นแบบชายหนุ่มวัยคะนอง ซึ่งฉันมั่นใจได้ว่าเขาหมายถึงอะไร
 
สำหรับการปรับตัวเข้ากับคนในบ้านฮันเตอร์ ก็ดูเหมือนจะมีแต่ความน่าเบื่อ เพราะเขาเลือกที่จะตอบแบบรักษาภาพพจน์สุดๆ ว่า "ผมสนิทกับคนในครอบครัวฮันเตอร์อยู่แล้วครับ เราสองครอบครัวสนิทกัน เพราะความที่เราเป็นตระกูลแรกๆ ด้วยกันทั้งคู่ มีหรือจะไม่สนิทกันมาก่อน ก็มีเคอะเขินแปลกๆ ไปบ้าง เพราะไม่คุ้นชินกับบรรยากาศแบบใหม่ครับ"
 
และเมื่อถามไปถึงคำนิยามความรักของทั้งคู่ คุณเซเรสก็ตอบว่า "ไม่รู้สิครับ ผมก็เรียกมันไม่ถูกว่ามันเป็นแบบไหน เป็นแบบที่เราเข้าใจกัน ให้อภัย ให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้ความรักกันตลอด" ช่างเป็นพ่อหนุ่มใสซื่อเสียจริงๆ
 
เอาเป็นว่าคนทั้งคู่ยังคงให้ความรักกันดีตลอดเวลา ทางคณะบรรณาธิการเดลี่พรอเฟ็ตก็ขออวยพรให้คนทั้งคู่รักกันไปนานๆ ขอให้ความรักของทั้งสองคนจงยืนยงอยู่เคียงคู่กันตลอดไป แต่ถ้าพลาดเมื่อไหร่ ดิฉันผู้มาพร้อมปากกาคมกริบจะไม่เฉยแน่นอนค่ะ

 

[color=rgb(102,51,0);]ฤดูหนาวตลอดกาลเล่มสอง 
"หนังสือ" ที่ไม่อาจถูกเรียกว่า "หนังสือ"
[/color]

 

หลังจาก ย้อนรอยอดีตเชร์วาล – ฤดูหนาวตลอดกาล เล่มแรก ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวและที่มาที่ไปว่าด้วยชื่อเสียงเรียงนามของอดีตบาทหลวง Cherval Hunter ได้กวาดรายได้เป็นกอบเป็นกำไปหลายเกลเลียนทอง ล่าสุด ย้อนรอยอดีตเชร์วาล – ฤดูหนาวตลอดกาล เล่มที่สอง ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวด้วยกระแสที่แรงกว่าเดิม เรียกได้ว่าสั่นสะท้านวงการการเขียน และ สังคมของนักอ่านในโลกเวทมนตร์เลยก็ว่าได้  โดยในเล่มล่าสุด ได้นำเสนอมุมมองสุดลึกล้ำ ที่ถูกเก็บงำไว้ในเบื้องลึก ความลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผย จึงทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นที่จับตามเพียงชั่วข้ามคืน

 

ภาพที่โพสต์

 

ทว่าหลังจากตอนอื่นที่ทยอยวางแผงบนหน้าร้าน กลับทำให้คะแนนความสนใจลดลงอย่างรวดเร็ว ประดุจอุณหภูมิยามผู้คุมวิญญาณย่ำกราย เสียงตอบโต้จากผู้อ่านที่หลายคนแสดงความไม่พึงพอใจออกมาอย่างชัดเจน ถึงเรื่องราวที่เป็นปมในตอนแรกไม่ถูกแก้ไขให้กระจ่าง การวบรัดตัดตอนอย่างไม่สมเหตุสมผล  ตัวหนังสือที่กรีดกรายบนหน้ากระดาษไร้ซึ่งจิตวิญญาณ รวมไปถึงคำวิจารณ์จากนักกวีเจ้าของผลงาน พ่อมดหรือคนธรรมดาที่โด่งดัง กับคำจำกัดความที่ว่า “ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”  เป็นสาเหตุให้ ย้อนรอยอดีตเชร์วาล – ฤดูหนาวตลอดกาล เล่มที่สอง ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เรียกได้ว่าผลงานชิ้นนี้ ได้กลายเป็นคมดาบที่ปาดหมวกยอดกวีของ เชร์วาล จนเสียรูปเลยก็ว่าได้

 

ภาพที่โพสต์

 

[color=rgb(102,51,0);]ปิดเล่มแล้ว Miracle Of Accident อุบัติเหตุร้าย ปาฏิหาริย์รัก[/color]

 

หนังสือรัก ตลกขบขันที่คุณอาจวางมันไม่ลง

 

ถ้าพูดถึงหนังสือแนวรักสดใสวัยรุ่นที่มาแรงในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น Miracle Of Accident อุบัติเหตุร้าย ปาฏิหาริย์รัก ผลงานชิ้นโบว์แดงของ นักกวี และ นักร้องรางวัลแผ่นเสียงทองคำชื่อดัง Tuongty Argus ครั้งนี้...เธอมาพร้อมกับเรื่องราวความรักของสาวน้อย นามว่าข้าวสวย  ที่ต้องตกกระไดหน้าคว่ำ ร่วมหอลงโลงแต่งงานกับชายอายุคราวพ่อ เพื่อใช้หนี้ให้กับพ่อและแม่ของเธอแบบไม่เต็มใจ 

 

โดยหนังสือเล่มนี้ Tuongty Argus ได้เคยแต่งไว้เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว กระทั่งเวลาได้ผ่านและล่วงเลยไป เธอก็ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับนิยาย อุบัติเหตุร้าย ปาฏิหาริย์รัก เล่มสมบูรณ์พร้อมวางแผง ซึ่งทันทีที่ข่าวของหนังสือเล่มนี้ได้แพร่ออกไป ก็ได้เป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้าง ถ่ายทอดจากปากต่อปาก รูปแบบการเขียนที่อ่านง่าย ภาษาที่เข้าใจได้ดี ได้กลายเป็นสิ่งที่เชิญชวนให้นักอ่านนิยายรัก ได้เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ผู้เขียนสื่อลงไปผ่านตัวอักษรตามแบบฉบับของเธอ  หนังสือเล่มนี้จึงเป็นอีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจ และนักอ่านทั้งหลายไม่ควรพลาด

 

ภาพที่โพสต์

 

[color=rgb(102,51,0);]เคาะ ! The AdinGoZ  ตอน 10 "ปริศนาทิ้งท้ายของหนุ่มผมแดง"[/color]

 

ภาพที่โพสต์

 

เป็นนวนิยายอีกเรื่องที่จะพูดถึงไม่ได้ในตอนนี้ คงจะหนีไม่พ้นนิยายแฟนตาซี-แอ็คชั่น-ไซไฟ อย่าง The AdinGoZ ผลงานชิ้นล่าสุดของ April Bell นักเขียนที่แจ้งมาพร้อมกับหนังสือ คนปีศาจ อัตชีวประวัติ ที่ตีแผ่ด้านมืดของสังคมยุคตกต่ำในโลกเวทมนตร์ จนทำให้เธอ ได้กลายมาเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่น่าจับตามองอีกคน

 

แน่นอนว่าท่ามกลางกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นเหลือของ The AdinGoZ  ทำให้นิยายเล่มนี้ดำเนินเรื่องราวมาจนถึงตอนที่ 10 แล้ว ซึ่งเป็นตอนหลังจากที่พีทและเพื่อนๆ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วงชิงศิลาตะวัน วัตถุที่กุมชะตาของฟาเรนีเซีย จนถูกจับตามองจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี ความลับต่างๆ กำลังคลายปมอย่างช้าๆ จนแฟนหนังสือตัวยงอย่าง Lucift Hunter ต้องพูดออกมาหลังจากอ่านตอนล่าสุดจบว่า "นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่แท้จริง"

 ภาพที่โพสต์

 

นอกจากการกระแสเรื่องราวที่น่าสนใจแล้ว ตัวละครที่น่าสนใจและเป็นกระแสไม่แพ้กันอย่าง อิริค โฮเนอร์ หนุ่มหล่อผมแดงสุดเพอร์เฟค ผู้มีบุคลิกสุขุม เย็นชา เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถ จนสาวๆหลายคนต้องเทใจให้ เห็นได้จากหลายตอนที่ผ่านมา ที่เขาสามารถเอาชนะและผ่านเรื่องราวต่างๆไปได้ด้วยไหวพริบและสติ  ทว่า...บททิ้งท้ายของตอนที่ 10 กล่าวถึงการพลาดท่าของอิริคต่อบุคคลปริศนา ได้สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย จนแฟนๆอยากรู้ว่าตอนต่อไปจะเป็นเช่นไร อิริคจะผ่านเหตุการณ์นี้ได้เหมือนทุกครั้งหรือไม่  จนมีกระแสที่ว่าผู้แต่ง April Bell ได้เผลอแง้มเกี่ยวกับตอนที่ 11 ออกมาในค่ำคืนเงียบสงัดของร้านหม้อใหญ่รั่ว ว่าจะเป็นตอนสำหรับแฟนคลับของหนุ่มอิริค ที่จะได้ล้วงลึกถึงเบื้องหลังของชายคนนี้แบบเต็มที่ 

 

ภาพที่โพสต์

 

ภาพที่โพสต์

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงานประกาศผลรางวัลยอดกวี ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้น ณ ร้านหม้อใหญ่รั่ว เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แน่นอนว่าสำนักพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต โดยพ่อมดพเนจร ต้องนำข่าวน่าสนใจจากงานนี้มาให้ได้ติดตามกันอย่างแน่นอน

 

มาเริ่มกันที่ผลรางวัลยอดกวีในครั้งที่ 2 นี้กันก่อนดีกว่าครับ สำหรับรางวัลยอดกวีนั้น เป็นรางวัลสำหรับผลงานประพันธ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งปี โดยการคัดเลือกและโหวตจากผู้วิเศษทั่วโลกเวทมนตร์ ซึ่งจัดรางวัลยอดกวีให้กับหนังสือแต่ละประเภทดังนี้

 

ภาพที่โพสต์

 

รางวัลยอดกวี ประเภทสารคดี

[แฟ้มพิเศษ] คฤหาสน์บราวน์ สถาปัตยกรรมอลังการ ล้านเอเคอร์ 

โดย April Bell

 

รางวัลยอดกวี ประเภทรักโรแมนติก

It's been so long กว่าจะได้รักเธอ 

โดย Fhapez Bell

 

รางวัลยอดกวี ประเภทชีวิตหรือชีวประวัติ

พ่อมดหรือคนธรรมดา 

โดย Faraino Bell

 

รางวัลยอดกวี ประเภทสืบสวน-สอบสวน

The Auror Code: รหัสลับมือปราบมาร 

โดย Harmonica Destio

 

รางวัลยอดกวี หมวดเรื่องสั้น

SHOUT OUT LOUD อยากตะโกนว่ารักเธอ 

โดย Fhapez Bell

 

และในโอกาสนี้ เราก็ได้ยอดกวี 3 คนมาเป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ด้วยครับ นั่นก็คือ Faraino Bell ยอดกวีผู้ได้รับรางวัลถึงสองครั้งซ้อน April Bell และ Fhapez Bell ยอดกวีสองคนใหม่ล่าสุดของโลกเวทมนตร์ครับ

 

รู้สึกอย่างไรบ้างหลังจากที่ได้รับตำแหน่งยอดกวี?

Faraino Bell ตอบว่า "สำหรับผมก็รู้สึกดีใจนะครับ แต่ออกจะเฉยๆ มากกว่า เพราะได้มาสองครั้งแรก อีกอย่างคนก็ส่งผลงานเข้ามาน้อย ผมอยากให้คนส่งกันเข้ามาเยอะๆ จะได้มีการแข่งขัน และมีการคัดเลือกที่มากกว่านี้ครับ" ทางด้าน April Bell "รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากเลยค่ะ เพราะก่อนหน้าที่จะมาเป็ฯนักวี ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสใส่หมวกสวยๆแบบนั้นบ้างไหม และจากผลงานที่เราตั้งใจทำขึ้นมาตลอดการเป็นนักวี เลยทำให้วันนี้เอพรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำเป้าหมายของตัวเองได้สำเร็จ และจะสร้างผลงานที่ดีต่อไปในอนาคตอีกเรื่อยๆค่ะ" ขณะที่น้องใหม่ป้ายแดง Fhapez Bell ก็ตอบอย่างเคอะเขินว่า "รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับเลือก แต่ก็อยากให้มีผลงานส่งเข้ามาเยอะๆค่ะ เพราะบางสาขา มีแค่ผลงานเดียว ก็อยากให้ส่งผลงานเข้ามากันมากๆค่ะ"

 
คุณคิดว่าอะไรเป็นส่วนที่ทำให้หนังสือของคุณถูกเลือกให้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมครับ
"สำหรับพ่อมดหรือคนธรรมดาหรอครับ ผมคิดว่า ที่ได้รับการโหวตจากเล่มอื่นๆ คงเป็นเพราะรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างจากชีวประวัติน่าเบื่อๆ มั้งครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้คำชมขนาดนั้น แต่ก็ดีใจนะที่ผลงานของเราเป็นที่ติดตามและถูกเลือกจากแฟนๆ" ด้าน April Bell ก็ให้ความเห็นว่า "สำหรับเรื่องพ่อมดหรือคนธรรมดาเนี่ย เอพต้องขอบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เอพอยากจะเป็นนักกวี เพื่อเขียนเรื่องราวอัตชีวประวัติของตนเอง เพราะเอพอยากให้คนรุ่นหลังรู้ว่าที่แห่งนี้ผ่านเรื่องราวทั้งร้ายและดีมามากมาย เป็นสิ่งที่เล่าในมุมมองของเอพ คือ เอพคิดว่าหนังสือที่เล่าจากชีวิตจริง มันมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรื่องที่ควรเอาอย่างและไม่ควรเอาอย่าง ดังนั้น พ่อมดหรือคนธรรมดา ในความคิดเอพจึงเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอีกเล่มหนึ่งค่ะ" เมื่อถามความเห็นด้าน Fhapez Bell เธอก็ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า "หนังสือของคุณฟาร์เรียโน่ ทำให้เข้าใจในหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเนี่ย ก็สามารถที่เข้าใจได้ชัดเจน เหมือนถ่ายทอดเรื่องราวในแง่คิดละมุมของตัวเอง"
 
"สำหรับ [แฟ้มพิเศษ] คฤหาสน์บราวน์ สถาปัตยกรรมอลังการ ล้านเอเคอร์ เอพก็รู้สึกว่ามันก็น่าจะเป็นสารคดีแหละค่ะ คือเป็นเหมือนแฟ้มบันทึกความเป็นมาของคฤหาสน์หลังนี้ว่ามีที่มายังไง ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงจุดจบของมันค่ะ" เธอกล่าว "ทำไมถึงได้เลือกเป็นหนังสือยอดเยี่ยม อาจเพราะว่า...เอ่อ มันมีอยู่เล่มเดียวทั้งหมวดมั้งคะ" เธอพูดติดตลก ซึ่งทางคุณ Faraino ก็ได้เสริมความฮาเล็กน้อยว่า "โถ... ไม่ใช่ซิ พี่ว่าของเอพอะ เจ๋งตรงที่ภาพประกอบหลักฐานนี่แหละ ซึ่งแปลกจากเล่มอื่น"
 
ด้าน Fhapez ก็กล่าวว่า "เพราะเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ถูกเสนอชื่อในหมวดนิยายโรแมนติกมั้งคะ" เธอยังคงให้สัมภาษณ์แบบเขินๆ ตามประสามือใหม่
 
แล้วทั้งสามคนคิดว่า อาชีพนักเขียน มีความน่าสนใจยังไงบ้างครับ
"ที่สนน่าสนใจคือ ให้เราได้จินตนาการอย่างไม่มีสิ้นสุด ให้เราได้แชร์เรื่องบางอย่าง อย่างเช่น เรื่องความเชื่อเล็กๆ น้อยใส่ลงไปในผลงาน ซึ่งคิดว่า น่าสนใจมากๆ" Fhapez ให้เหตุผล ด้าน April Bell ก็ตอบอย่างมั่นใจว่า "สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักกวี เอพคิดว่าอาชีพเป็นอาชีพสำหรับคนที่รักในการเขียนและการถ่ายถอดเรื่องราวด้วยหัวใจลงไปค่ะ คือ อยากให้คนอื่นๆ ได้รับรู้สิ่งที่เราอยากจะสื่อ แค่อย่างน้อย เราได้สื่อสิ่งที่ต้องการออกไป แล้วก็ โดยส่วนตัวของเอพคิดว่า การเขียนเรื่องราวต่างๆมันช่วยเปิดความคิด และทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นค่ะ" เมื่อ Faraino ถูกถามคำถามนี้บ้าง ก็ตอบได้สมตำแหน่งยอดกวีสองครั้งซ้อนจริงๆ "สำหรับผมหรอ คิดว่าอาชีพนักกวีเป็นอาชีพที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญนะ เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีคนสนใจในบ้านเรา แต่ถามว่าความน่าสนใจของอาชีพนี้คืออะไร ก็คงเหมือนๆ กับที่ทั้งสองคนพูดมานั่นแหละครับ การได้นั่งเขียนอะไรที่เราอยากจะเขียน อยากจะสื่อสารให้คนอื่นได้อ่านเรื่องราวของเรา มันทำให้เรามองโลกละเอียดขึ้นนะ มีโอกาสได้ทำอะไรช้าๆ รอบคอบ ละเอียดอ่อน ในการเขียนหนังสือแต่ละบทแต่ละตอน ที่สำคัญ คนเป็นนักเขียน คือคนที่สามารถสื่อสารกับใครๆ ได้อย่างสวยงาม ชัดเจน และสื่อสารได้ง่ายด้วยครับ"
 
เรียกได้ว่า 3 ยอดกวีดทั้งสามคน ที่เป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ พร้อมทั้งความสามารถ และมีความคิดที่น่าสนใจมากทีเดียว ใครที่ยังไม่มีโอกาสอ่านหนังสือของพวกเขา ลองหาโอกาสจากการว่างไปอ่านสักนิดนะครับ ผมรับรองว่าคุณจะเห็นอะไรจากหนังสือเหล่านี้มากขึ้นครับ




#126328 อสูรร้าย ตำนานหลอน

โพสต์โดย Garnite on 17 ตุลาคม 2013 - 08:33 PM

ภาพที่โพสต์

 

ภาพที่โพสต์


ภาพที่โพสต์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่โพสต์

บทนำ

ภาพที่โพสต์

          เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่อแนวสยองขวัญ ไม่รู้ว่ามันจะน่ากลัวหรือสยองขวัญอย่างที่พูดไว้หรือเปล่านะครับ มันอาจจะยาวไปนิดแต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์เรื่องสั้นอยู่นะครับ ตัวละครในเรื่องเป็นพ่อมดแม่มดนักเวทย์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งจะไม่เหมือนในภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์เลย เพราะพวกเขาไม่มีไม้กายสิทธิ์ไว้เพื่อเสกเวทย์ เรียกว่าเวทย์เนื่องจากมันไม่เชิงว่าจะเป็นคาถา เป็นเพียงคำพูดธรรมดาเกี่ยวกับเวทย์ที่จะเสกและการอธิษฐานเพื่อให้เวทย์นั้นเป็นจริง ทุกคนจะใช้เวทย์ที่ไม่เหมือนกัน หรือถ้าเหมือนก็เป็นแค่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ทุกคนมีเวทย์ที่ตนเองถนัดอยู่เฉพาะบุคคล และเวทย์ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องคือ เวทย์ไฟ เวทย์ผนึก เวทย์ลวงตา เวทย์ป้องกัน เวทย์รักษา และเวทย์เยียวยา
 
           เรื่องราวสยองขวัญเกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งคนในหมู่บ้านเริ่มตายอย่างปริศนา เพียงแค่ข้ามคืนก็มีมากมายหลายคนที่กลายเป็นศพ โดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง จนทำเอาชาวบ้านนักเวทย์เหลือเพียงไม่ถึงครึ่งของหมู่บ้าน อะไร ! ที่ฆ่าชีวิตพวกเขา อะไร ! คือสาเหตุที่แท้จริงของเรื่อง ผู้นำหมู่บ้านจะปกป้องชาวบ้านที่เหลืออยู่ได้หรือไม่ อยากรู้ไปอ่านเอาความจริงได้เลย ! !
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

  

 

 

 

 

ภาพที่โพสต์

 
            ท้องฟ้าในยามราตรี มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องทอดลงมายังพื้นเพียงน้อยนิด สายลมที่พัดมาอย่างเยือกเย็น ภายใต้ป่าทึบที่ไร้ทางออก ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินปนวิ่งมาอย่างกระวนกระวาย ด้านหลังของเขามีเงาขนาดใหญ่ตามมาอย่างไม่ไกลจากเขาเท่าไรนัก เขาได้หยุดแล้วหันหลังกลับไปพร้อมกับยกมือขึ้น สีหน้าของเขาเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่าง สักพักเมื่อเงามืดนั้นมาใกล้เขา มีแสงสีแดงพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา ตรงเข้าใส่เงานั้น แสงได้ทะลุเงาไป เกิดเสียงกรีดร้องที่แสบแก้วหูดังขึ้น ทันทีที่แสงดับวูบลงเสียงนั้นก็หายไปพร้อมกับเงายักษ์ ชายร่างสูงได้มุ่งหน้าเดินต่อไปอย่างรวดเร็วด้านหลังของเขายังมีเงาตามมาอีกแต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เงาเดียว มีเงามากมายวิ่งตามเขามา  ชายผู้นั้นได้วิ่งมาหยุดอยู่หน้าชายชราผู้หนึ่ง ที่ใส่เสื้อผ้าลุ่มล่ามกับไม้เท้าที่ดูท่าจะพยุงให้เขายืนอยู่ได้ ชายชราผู้นั้นได้ยกไม้เท้าขึ้นเหนือศีรษะ และมีแสงสีขาวสว่างจ้าออกมาจากปลายไม้  แสงนั้นได้แผ่กว้างออกไปทั่วทั้งป่า พร้อมๆกับเสียงกรีดร้องที่ดังจนหูแทบจะระเบิด
 
  ชายคนนั้นได้ลืมตาขึ้นมา ซึ่งได้พบว่าตัวเองนั้นได้นอนอยู่ข้างๆชายชรา
“ท่านเป็นใคร”  ชายร่างสูงถามขึ้นมา
 
  ชายชราเงียบสักพัก พร้อมกับมองหน้าเขาที่กำลังจะลุกขึ้นนั่ง  เขายิ้มอย่างเบิกบานก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า
“ฉันก็เป็นคนที่จะมาฆ่าแกในคืนนี้ไง”  ทันทีที่สิ้นเสียงร่างของชายชราได้ขยายใหญ่ขึ้น มือของเขาได้ขยายออกพร้อมกับเล็บที่ยาวยืดออกมา  ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นหน้าอันน่าขยะแขยง และเขี้ยวที่ยาวแหลมนั้นด้วย  อสูรกายตัวนั้นได้พุ่งตัวเข้าจับชายร่างสูงไว้ และฉีกกายของเขาออกเป็นเสี่ยงๆขว้างทั้งไป...
 
  ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้และภูเขาล้อมรอบ ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งได้เดินไปอย่างอารมณ์ดีตามถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือน
“ไงเซนโช...” เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ชายหนุ่มคนนี้ต้องหันไปมองและได้พบเข้ากับหญิงสาวผมทองยาวสวย ผิวสีขาว หน้าตาน่ารัก
“ว่าไงซิลล่า” เซนโชเอ่ยขึ้นทันที
“คือฉันจะไปบ้านลุงโจเซอร์ เมื่อเช้าแม่ฉันบอกว่าลุงแกเสียชีวิตแล้วอ่า” ซิลล่าพูดขึ้น
“อะไรนะลุงโจเซอร์ตายแล้ว เมื่อวานแกยังดีๆอยู่เลยนะ”  เซนโชพูดขึ้นอย่างตกใจ และต่อด้วยประโยคคำถามว่า
“ลุงแกเป็นอะไรตายอ่า”
“ไม่รู้สิเห็นแม่บอกว่า ลุงแกไม่ตื่นน่ะ อริชกับแม่เสียใจมาก” ซิลล่าพูดขึ้น
 
  เซนโชทำสีหน้างุนงง เหมือนกับว่าเขาโดนซิลล่าแกล้งอะไรอย่างนั้น
“งั้นเราไปบ้านลุงแกกันเถอะ”  เซนโชพูดขึ้นอย่างกระวนกระวาย
“อื้อ งั้นก็ไปกันเถอะ”  ซิลล่าตอบ
 
  แล้วทั้งคู่ก็เดินอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันราวๆกับการวิ่งด้วยซ้ำ  ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันสักพักพวกเขาได้มาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ภายในบ้านมีคนมากมายเต็มไปหมด หญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาน่ารักผมสีน้ำตาลได้มองเห็นพวกเขาจากในบ้าน และได้เดินออกมาหา
“เซนโช...ซิลล่า... พวกเธอคงรู้แล้วสินะ”  หไปจัดการกับอสูรร้ายนั้น”  ซิลล่าพูดขึ้น
 
  เซนโชกับอริชหันไปมองหน้าของซิลล่า  และทั้งสามก็นั่นกันอยู่อย่างหน้าเศร้าๆ
 
 
  ฝนที่กำลังตกหนัก ทั้งเสียงฟ้าที่ร้องฟังดูเหมือนปีศาจร้องร้ายอย่างหิวโหย บรรยากาศในปราสาทร้ายแห่งหนึ่งน่ากลัวน่าขนลุก ตามผนังมีหยากไย่เต็มไปหมด
  “ฮึ...ฮึ...ฮึ...ฮึ...ฮา...ฮา...ฮา...”  เสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งปราสาท
 
  ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดนอนกำลังวิ่งไปตามพื้นที่มีฝุ่นขึ้นเต็มพื้น หน้าตาเขามองดูแล้วคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เขาคือเซนโชนั้นเอง เขามีสีหน้าที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก
  “ยังไงก็หนีข้าไม่พ้นหรอกนะ  ฮาๆๆๆๆ....” เสียงที่ฟังดูน่ากลัวราวกับเสียงของปีศาจดังขึ้นมา
 
  เซนโชวิ่งมาตามทางเดินในปราสาทเรื่อยๆ เขาได้หยุดชะงักเมื่อสายตาของเขาได้มองเห็นเงามืด ที่อยู่ตรงมุมของทางเดิน เสียงของฝนตกยิ่งทำให้เขานั้นแทบจะประสาทเสียเต็มที เงามืดนั้นค่อยๆเดินมาเรื่อยๆ และมาหยุดอยู่ตรงหน้าเซนโช ร่างของเงามืดนั้นสูงกว่าเซนโชสักเมตรได้ มันมีกรงเล็บที่แหลมและยาวยืด แสงสว่างจากฟ้าแลบทำให้มองเห็นเขี้ยวที่ยาวและน่ากลัว ใบหน้าของมันดูน่าขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูกเมื่อปีศาจนั้นเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เซนโชเขาได้ตะโกนออกมาเสียงดังว่า...
  “เวทย์ไฟ....บ่อเพลิงยักษ์....”
 
  ทันทีที่สิ้นเสียงพื้นรอบๆปีศาจค่อยๆแตกออกที่ละนิดละน้อยจนกลายเป็นบ่อขนาดใหญ่ ในบ่อมีเปลวไฟที่รุนแรงมาก ร่างของปีศาจได้ตกลงไปในบ่อและหายวับไปพร้อมกับบ่อนั้น ส่วนทางด้านเซนโชได้นั่งลงกับพื้นและหายใจอย่างหอบๆ  สักพักสิ่งของที่อยู่รอบๆตัวเขาค่อยขยับมารวมตัวกันจนกลายเป็นร่างปีศาจอีกครั้ง ปีศาจนั้นกระโจนเข้าใส่เซนโชที่นั่งอยู่ทันที เพียงเสี้ยว วินาทีที่กรงเล็บของปีศาจจะโดนตัวของเซนโชมีร่างของคนๆหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าของเซนโชและกรงเล็บนั้นได้เสียบจนทะลุร่างของเขา ปีศาจก็หายและกลับกลายเป็นเพียงสิ่งของที่หล่นลงมาใส่เซนโช เมื่อเร่างของคนที่มารับกรงเล็บแทนเซนโชล้มลง เขาก็ได้มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
  “ท่านปู่!!!!”  เซนโชอุทานออกมาอย่างตกใจ แล้วพูดต่อว่า
  “ท่านปู่...ไม่เป็นอะไรนะครับ....ท่านปู่.....”
 
            เซนโชค่อยๆประคองร่ายนั้นที่มีเลือดไหลอาบขึ้นมากอดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบทั้งสองแก้มนั้น
  “เซนโช.....” เสียงที่แผ่วเบาของโซโซรัสเอ่ยขึ้น
  “เจ้าต้องช่วยคนในหมู่บ้านนะ.....เจ้าต้อง...ต้อ...”  เสียงของเขาเงียบหายไปสักพัก
 
  เซนโชได้แต่ก้มลงมองหน้ากับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
  “เจ้าต้องช่วยชาวบ้าน....เจ้าต้องไปเผาร่างของสนีสเซอร์...ด้วยเวทย์อัคคีเผาผลาญ...”  เสียงของเขาแผ่วเบาลง
  “เจ้าต้องตั้งมั่น....และแค่เสกมันออกมา...............”  เสียงของโซโซรัส��ิงสาวคนนั้นพูดขึ้นเมื่อเท้าของเธอมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเซนโชกับซิลล่า
   “ใช่พวกเรารู้แล้ว  ว่าแต่เธอไม่เป็นอะไรนะอริช” ซิลล่าตอบพร้อมกับประโยคคำถามตามมา
  ส่วนเซนโชไม่ได้พูดอะไรได้แต่ยืนมองหน้าพวกเธอ
“ไม่เป็นอะไรหรอก...พวกเธอเข้าไปข้างในกันไหม?” อริชถามขึ้น
“อื้อ เอาอย่างนั้นก็ได้”  ซิลล่าตอบ
 
  ซิลล่าหันไปมองหน้าเซนโช เซนโชพยักหน้ารับ อริชได้เดินนำหน้าทั้งสองคนไป พวกเขาเข้าไปภายในบ้าน ในนี้มีผู้คนมากมายมากที่รู้ข่าวแล้วพากันมาที่บ้านของอริช  ทั้งสามเดินลัดเลาะมาและมาหยุดอยู่ตรงระเบียงหลังบ้าน
“เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิอริชว่ามันเป็นยังไง” เซนโชพูดขึ้นเมื่อหยุดเดิน
 
  ซิลล่ามองหน้าเซนโชแล้วหยิกเขาแรงๆทีหนึ่ง อริชมองดูทั้งสองที่กำลังจะทะเลาะกัน
“ไม่เป็นไรหรอกฉันจะเล่าให้ฟัง”  อริชพูดขึ้น ซิลล่ากับเซนโชได้หยุดแล้วตั้งใจที่จะฟังอริชพูด
“ฉันก็ยังงงๆอยู่เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อคืนพ่อของฉันก็กินข้าว พวกเราก็คุยกันสนุกสนานดี  คือหมายถึง พ่อ แม่ แล้วก็ฉันน่ะ” อริชพูด พร้อมกับอธิบายให้เซนโชและซิลล่าฟัง
 
  ทั้งสองคนพยักหน้าเหมือนรู้และเข้าใจในสิ่งที่อริชพูด
“หลังจากนั้นก็เข้านอนตามปกติ...พอตื่นเช้ามาแม่บอกให้ฉันไปปลุกพ่อ เพราะปกติพ่อไม่เคยตื่นสาย พอฉันไปปลุก ปลุกยังไงพ่อก็ไม่ตื่นจึงเรียกแม่ไปดูแล้ว.....”  เสียงของอริชลากยาวและหยุดลง สีหน้าของเธอก็ดูเศร้าลงเรื่อยๆ
 
  ซิลล่าสีหน้าเหมือนคิดอะไรออก สักพักอริชก็พูดต่อพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบทั้งสองแก้มของเธอ
“แล้วก็รู้ว่าพ่อฉันตาย....ฮื่อๆๆๆ...ซิลล่า....” อริชร้องไห้ออกมาพร้อมกับโน้มตัวเข้าไปกอดซิลล่า
 
  ซิลล่าใช้มือของเธอลูบหลังของอริชเบาๆ พลางพูดไปพร้อมๆกันว่า
“ไม่เป็นไรนะ...ถือว่าท่านไปดีแล้วกัน...เธอยังมีแม่และพวกเราอยู่นะ”
 
  ส่วนเซนโชไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา ได้แต่ยืนมองทั้งสองคน
 
  เวลาผ่านไปไม่นานชาวบ้านทุกคนพากันมารวมตัวที่สุสาน ซึ่งโลงศพของโจเซอร์พ่อของอริชถูกวางไว้ตรงหน้าของพวกเขา ทุกคนใส่ชุดสีดำและยืนกันอย่างเป็นระเบียบ  ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ทำพิธีเสร็จสิ้นลง ชาวบ้านทุกคนได้พากันแยกย้ายกลับบ้านของตนเอง  อริชได้เดินไปกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง รูปร่างค่อนข้างอ้วน ซึ่งนี่คือแม่ของอริช ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปด้วยสีหน้าเศร้าๆ  ส่วนทางเซนโชกับซิลล่าพวกเขาก็ได้เดินทางกับบ้านของตนเองเช่นกัน
 
  ท้องฟ้ายามราตรีอันเงียบสงบมีเพียงสายลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบาทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
 “นี่พวกนาย !” ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำ ร้องเรียกผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ริมทาง
 
  ซึ่งคนที่ยืนอยู่นั้นคือเซนโชกับเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้เซนโชเลย แต่เขาดูท่าว่าจะเตี้ยกว่าเซนโชนิดหน่อย
  “ว่าไงฟาริส...นายมาทำอะไรที่นี่”  เซนโชเอ่ยถามขึ้น
  “ก็มีอะไรดีๆมาอวดแกกับเดฟไง”  ชายร่างใหญ่ที่ชื่อว่าฟาริสตอบ
  “อะไรๆ...มันเจ๋งขนาดนั้นเลยหรอฟาริส แกถึงได้วิ่งแจ้นมาอวดเราดึกๆแบบนี้” เด็กหนุ่มยื่นอยู่ข้างๆเซนโชถามขึ้น พร้อมกับยิ้มให้ฟาริสอย่างเป็นมิตร
  “มันแน่อยู่แล้วเดฟ...พวกนายดูนี่”  ฟาริสยิ้มและยกมือทั้งสองข้างของเขาขึ้นเหนือหัวและพูดว่า
  “เห็นแล้วพวกแกต้องอึ้ง”  เสียงของเขาเงียบไปสักพัก เหมือนกับตั้งสมาธิที่จะทำอะไรสักอย่าง และตะโกนออกมาว่า
  “เวทย์ลวงตา...เมืองแห่งฝันร้าย!!!”
 
  เมื่อสิ้นเสียงของฟาริส มีแสงสีม่วงขนาดใหญ่ล้อมรอบทั้งสามคนไว้ และแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน แล้วค่อยๆจางหายไป บรรยากาศรอบๆก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทั้ง พื้นดิน ท้องฟ้า ต้นไม้ บ้านเรือน ผู้คน ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป  ไม่นานนักทั้งสามคนก็ได้ยืนอยู่บนยอดเขาสูงด้านซ้ายเป็นป่าไม้สีประหลาดๆหนาทึบ ส่วนด้านขวามือเป็นเหวลึกกว่า 10,000 ฟุต ใต้เหวนั้นมีน้ำสีแดงเดือดปุดๆ ไอน้ำที่ร้อนจัดลอยขึ้นมาซึ่งรับรู้ถึงความร้อนได้
 “ว้าว....นายทำได้ไง”
  “นายทำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่...” เซนโชและเดฟพูดขึ้นมาติดๆกัน
  “ก็เพิ่งจะทำได้วันนี้แหละ....ไงเจ๋งไหม”  ฟาริสพูดพร้อมๆกับเอามือที่ยกอยู่ลงมา
 
  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มแปรสภาพกลับคืนเป็นปกติ
  “เป็นเวทย์ลวงตาที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย”  เดฟพูดขึ้นด้วยความชื่นชม  ส่วนเซนโชพยักหน้าตอบรับคำพูดของเดฟ  ฟาริสยิ้มอย่างเขินอาย
  “แล้วพวกนายล่ะ พลังเวทย์พัฒนาไปถึงไหนแล้ว”  ฟาริสเป็นฝ่ายถามขึ้น
  “ฉันก็ยังไม่ไปถึงไหนหรอก...ยังใช้เวทย์อัคคีเผาผลาญยังไม่ได้เลย”  เซนโช ตอบด้วยสีหน้าเศร้าๆ
  “ฉันก็เหมือนกัน เวทย์กระแสน้ำเยียวยาฉันยังทำไม่ได้เลย”  เดฟพูดขึ้น สีหน้าของเขาไม่ต่างไปจากเซนโชเท่าไรนัก
  “ไม่เป็นไรหรอกน่า พวกนายก็พยายามเข้ามันต้องทำได้สักวันแหละ” ฟาริสพูดปลอบใจทั้งสองคนพร้อมกับตบหลังเดฟทีหนึ่ง
 
  เดฟกับเซนโชทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน แล้วฟาริสก็ได้พูดต่อว่า
 “นี่มันก็ดึกมากแล้วฉันไปนอนก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้....บาย”
 
            เงียบลงร่างของเขาดูแข็งทื่อ และแตกสลายไป
 
  ส่วนเซนโชได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองฝันไป  เขาดูเหนื่อยหอบเล็กน้อย  เขารีบวิ่งออกจากห้องของตนเองออกไป  ในบ้านของเขาสว่างจากแสงไฟที่เปิดอยู่ นี่มันก็ใกล้เช้าแล้วแม่ของเขาคงตื่นมาทำงานบ้าน  เซนโชได้วิ่งเข้าไปในห้องของปู่ เขาได้เห็นปู่ของเขาที่หลับอยู่จึงได้ไปปลุกและเขาก็ได้รู้ว่าปู่ของเขาตายไปแล้ว  เซนโชร้องไห้ พ่อแม่ของเขาได้วิ่งเข้ามาในห้องและตะลึงกับภาพที่เห็น
 
  ในหมู่บ้านได้จัดงานศพอีกครั้งแต่ในครั้งนี้มีแค่ศพเดียวคือศพของโซโซรัสเพียงคนเดียว คงเป็นเพราะว่าโซโซรัสได้เข้าไปช่วยทุกคนในหมู่บ้านไว้จากอสูรร้ายในความฝัน จนทำให้เขาต้องตาย
  “เราต้องไปจัดการกับอสูรร้ายนั้น!!!”  เซนโชพูดขึ้นอย่างหนักแน่น
  “เราจะทำยังไง ในหมู่บ้านไม่มีใครใช้เวทย์ผนึกอสูรที่ท่านโซโซรัสบอกไว้เป็นเลยนะ”  ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
  “จริงด้วย..เซนโช”  ซิลล่าพูดเสริม
  “ปู่ได้บอกวิธีจัดการกับมันให้ฉันรู้แล้วล่ะไม่ต้องห่วง”  เซนโชพูดขึ้นอย่างมั่นใจ และพูดขึ้นต่อว่า
  “ตามที่ปู่บอกไว้ คนที่จะเดินทางไปมีคนที่ใช้เวทย์ผนึก ลวงตา ป้องกัน และรักษาได้เป็นอย่างดีเท่านั้น”  น้ำเสียงของเซนโชฟังดูหนักแน่นและน่าเชื่อถือมาก
  “คนที่ใช้เวทย์พวกนี้ได้ให้เตรียมตัว เราจะเดินทางไปวันนี้และเดี๋ยวนี้ด้วย ถ้าพร้อมแล้วให้ไปรวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้านนะ!!” เซนโชพูดขึ้น
 
 
  ไม่นานคนที่จะเดินทางก็ได้มารวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้านและพวกเขาได้เดินทางไป  ในกลุ่มคนที่ร่วมเดินทางมีทั้งหมด 11 คน มีผู้ชาย 6 คน คือ เซนโช(เวทย์ไฟ) พ่อของเซนโช(เวทย์ผนึก) พ่อของเดฟ(เวทย์ผนึก) พ่อของฟาริส(เวทย์ลวงตา) และคนในชาวบ้านที่ใช้เวทย์ป้องกันอีก 2 คน  และผู้หญิง 5 คน คือ ซิลล่าและอริช(เวทย์รักษา) และชาวบ้านที่ใช้เวทย์ลวงตาอีก 3 คน ทุกคนเดินทางมาไกลกันพอสมควร ซึ่งมีการจัดเดินทางดังนี้ คือ เวทย์ผนึกกับเวทย์ป้องกันนำหน้า ตามด้วย เวทย์ลวงตา เวทย์รักษา และปิดท้ายด้วยเวทย์ผนึกกับเวทย์ป้องกันอีกที ส่วนเซนโชที่ใช้เวทย์ไฟนั้นได้อยู่ตรงกลางกับพวกซิลล่าเพื่อที่จะคอยปกป้องพวกเธอและคนที่ใช้เวทย์ลวงตา
  “นายจะทำยังไง...วิธีที่จะจัดการกับอสูรร้าย...”  ซิลล่ากระซิบข้างหูของเซนโชขณะที่พวกเขากำลังเดิน
 
  เซนโชท่าทางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่จะตอบเธอว่า..
  “อ่อ...คือตอนที่ปู่ไปช่วยฉันไว้ในความฝัน....”
  “ท่านโซโซรัสช่วยนายไว้ในความฝัน”  ซิลล่าพูดแทรกเซนโชขึ้นมาอย่างตกใจ
 
  เซนโชมองดูซิลล่า พร้อมกับพยักหน้าให้เธอ ก่อนที่จะพูดต่อว่า..
  “เมื่อคืนฉันฝันเห็นอสูรอ่า  ปู่เลยมาช่วยฉันไว้  ปู่เข้ามารับกรงเล็บมันแทนฉัน”  เซนโชเงียบไปสักพัก
  “แล้วปู่ก็บอกให้ฉันใช้เวทย์ไฟ อัคคีเผาผลาญ  เผาร่างของอสูรสนีสเซอร์” เซนโชพูดต่อ
  “แต่นายยังใช้เวทย์นั้นไม่ได้เลยนะ....”  ซิลล่าพูดขึ้น
  “นั้นแหละที่ฉันกำลังกังวลอยู่ตอนนี้”  เซนโชพูดเหมือนกับขาดความมั่นใจอย่างมาก
 
  พอจบเสียงของเซนโชซิลล่าไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะเธอคิดว่าปล่อยให้เซนโชอยู่เงียบๆจะดีกว่า เผื่อว่าเขาคิดวิธีที่จะเสกเวทย์นั้นได้
 
  ทางด้านเซนโชได้แต่นึกถึงความฝันที่โซโซรัสบอกวับเขาว่า ‘เจ้าต้องตั้งมั่น....และแค่เสกมันออกมา...’ ไปตลอดทางที่พวกเขาเดินไป สักพักพ่อของเซนโชที่เดินนำหน้าไปก็ได้พูดขึ้นมาว่า
  “นั่นไง....อยู่นั่น....อยู่หลังต้นไม้นั่น....หลุมศพของอสูรร้าย”  พ่อของเซนโชพูดพร้อมกับชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปจากที่พวกเขายืนอยู่ประมาณ 300 เมตร
 
  เซนโช อริช ซิลล่า และทุกๆที่มาด้วยรีบวิ่งเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว
  “ในที่สุดเราก็มาถึงจนได้นะเอมมัส....แกนำทางได้ดีมากเลย”  พ่อของเดฟพูดขึ้นมาจากด้านหลัง
  “แน่นอนโนเคอร์ ไม่ว่ามันจะนานมาแล้วแต่ฉันยังจำได้ดี..”  พ่อของเซนโชพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า
  “เราจะเข้าไปแบบนี้ไม่ได้...มันอาจจะมีปีศาจร้ายคอยเฝ้าหลุมศพอยู่ก็เป็นได้” เสียงของเขาเงียบไป เขากวาดสายตาไปมองหน้าทุกคนที่ยืนอยู่และพูดขึ้นว่า
  “คนที่ใช้เวทย์ลวงตาต้องปกปิดพวกเราจากพวกมัน ทั้งการมองเห็นและเสียง คนที่ใช้เวทย์ป้องกันให้คอยป้องกันคนที่กำลังใช้เวทย์ลวงตา ส่วนคนที่เหลือจากนี้ให้เดินไปเฉยๆฉันจะนำทางเอง”
 
  พอเสียงของพ่อเซนโชพูดจบทุกคนก็ทำตามที่เขาสั่งโดยพ่อของฟาริสกับชาวบ้านผู้หญิงอีก 3 คนได้ใช้เวทย์โดยแบ่งเป็นพลางตัว (ให้ศัตรูมองไม่เห็น) 2 คน และ ปกปิดเสียง (ทำให้ศัตรูไม่ได้ยินเสียงพวกเขาขณะเดินไป) 2 คน และชาวบ้านผู้ชายที่ใช้เวทย์ป้องกัน คอยป้องกันพวกเขาขณะใช้เวทย์  (ขณะใช้เวทย์นั้นผู้ใช้จะต้องมีสมาธิกับเวทย์นั้นๆหากสมาธิไปสนใจอย่างอื่น เวทย์นั้นจะคลายทันที)
 
  บรรยากาศในตอนนี้น่ากลัวและรับรู้ได้ถึงเวทย์ที่ชั่วร้ายมาก พ่อของเซนโชเดินนำหน้ามาเรื่อยๆ จนไม่นานพวกเขาก็ได้เดินมาถึงที่หลุมศพ ทันที่ที่มาถึงผู้หญิงที่ใช้เวทย์ลวงตาคนหนึ่งเกิดเป็นลมล้มลง ทำให้เกิดช่องโหว่ในการลวงตาขึ้น ทุกคนต่างหันหน้าไปมองที่เธอคนนั้นทันที พ่อของเซนโชวิ่งไปประคองเธอขึ้นมาและตะโกนออกมาว่า...
  “ใช้เวทย์ต่อไป....อย่าหยุดเด็ดขาด....”
 
  ทันทีที่เสียงของเขาสิ้นสุดลงมีควันสีดำลอยเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
  “เวทย์ป้องกัน....แก้วล้อมแปดทิศ !” ผู้ใช้เวทย์ป้องกันคนหนึ่งร้องดังลั่น
 
  ทันใดนั้นแก้วปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวของพวกเขาไว้ ควันนั้นได้ชนเข้ากับแก้วและสลายไป ส่วนทางด้านซิลล่าและอริชได้เข้าไปดูและช่วยเหลือหญิงชาวบ้านที่สลบอยู่
  “เวทย์รักษา...สายลมคืนชีพ”  ซิลล่าพูดขึ้น
 
  เสียงของซิลล่าเงียบไปสักพัก มีลมพัดมาเบาๆลมนั้นพัดผ่านร่างของหญิงผู้นั้นไป ไม่นานเธอก็ลืมตาขึ้นมาและลุกขึ้นนั่ง
  “ขอบใจเธอมากนะ”  เธอพูดพลางยิ้มให้กับซิลล่า
 
  ซิลล่ายิ้มตอบ ส่วนด้านนอกกำแพงแก้วมีเงาควันขนาดใหญ่พุ่งลงมาใส่พวกเขาทำให้กำแพงแก้วนั้นแตกทันทีเศษแก้วมากมายตกลงมาใส่ทุกคนที่อยู่ใต้มัน ทำให้พวกเขาโดนแก้วนั้นบาดเอา เกิดบาดแผลขึ้นกับพวกเขา ซิลล่ากับอริชได้ช่วยกันรักษาแผลให้ทุกคนคนแทบจะหายดี
  “รีบใช้เวทย์ลวงตาเร็ว...”  เสียงพ่อของเดฟตะโกนขึ้นมาด้วยความกระวนกระวาย
 
  พ่อของฟาริสกับผู้หญิงที่ใช้เวทย์ลวงตาไปใช้มันอีกครั้งทำให้ศัตรูหาที่ที่พวกเขาอยู่ไม่เจอ แต่พวกเขามองเห็นมัน พวกมันมีจำนวนมากขึ้นและลอยกันอยู่เต็มท้องฟ้า
  “เซนโชลูกจะทำยังไง ปู่บอกให้ลูกทำยังไงหรอ...” พ่อของเซนโชเอ่ยถ่ามขึ้น
  “ปู่บอกให้ผมใช้เวทย์ไฟ อัคคีเผาผลาญครับ...แต่ผมเสกยังไม่ได้เลย” เซนโชพูดขึ้นอย่างหมดหวัง
  “งั้นพ่อกับโนเคอร์จะจัดการเอง  โนเคอร์!!!!!”  พ่อของเซนโชพูดขึ้นพร้อมกับหันหน้าไปเรียกพ่อของเดฟ
 
           พ่อของเดฟเดินปนวิ่งมาหาพ่อของเซนโชทันที และพูดขึ้นว่า
  “มีอะไร!! เอมมัส”  โนเคอร์พูดขึ้น
  “มันถึงตาของเราแล้วโนเคอร์....ที่จะจัดการกับอสูรร้าย”  เอมมัสพูด
 
  ทันทีที่เขาพูดจบทุกๆคนก็มายืนล้อมรอบหลุมศพไว้โดยยังมีการป้องกันด้วยเวทย์ลวงตาอยู่ ทุกๆคนมองหน้าเซนโช เซนโชได้พยักหน้าตอบ ทุกๆคนเริ่มค่อยๆถอยห่างออกจากหลุมศพไป
  “เวทย์ไฟ...ลูกระเบิด....” เซนโชพูดขึ้นพลางชี้นิ้วไปที่หลุมศพ
 
  เสียงสีแดงค่อยๆ ออกจากปลายนิ้วของเซนโชและรวมตัวกันเป็นก้อนกลมๆ แล้วพุ่งเข้าใส่ฝาโลง
  “บรึ้ม!!!!”
 
  เสียงระเบิดดังขึ้นทำให้ฝาโลงที่ทำจากปูนแตกกระจายออกจากกัน  เมื่อฝาโลงเปิดออกทุกคนก็ค่อยๆเดินเข้ามาส่องที่หลุมศพ มีบางสิ่งบางอย่างลุกขึ้นมาจากหลุมศพร่างนั้นเหมือนกับที่เซนโชเห็นในความฝันทุกประการ ทุกๆคนรีบถอยกับไปรวมกลุ่มกันทันที
  “ขอบคุณที่มาปล่อยฉัน”  ร่างอสูรนั้นพูดขึ้น
 
เอมมัสกับโนเคอร์ทั้งสองยืนอยู่หน้าสุด พวกเขายกมือขึ้นสองข้างแล้วตะโกนออกมาพร้อมกันว่า
  “เวทย์ผนึก....กล่องแก้วขังมาร....”
 
  เมื่อเสียงจบลงมีกล่องแก้วปรากฏขึ้นมาล้อมรอบตัวอสูรไว้และหนาเพิ่มเป็น 2 ชั้นเพราะใช้เวทย์พร้อมกัน 2 คน  ทุกคนยืนมองกล่องนั้นสักพัก ไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบโต้ออกมา
  “อสูรร้าย....ฮึ..ฮึ...มีพลังแค่นี้หรอวะ”  โนเคอร์พูดขึ้น
 
  ทุกคนเดินมามองดูกล่องนั้นใกล้ๆ
  “เฟี๊ยง!!!!”
 
  มีเสียงดังขึ้นกล่องแก้มนั้น แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างอสูรลอยพุ่งออกมาตรงมาทางโนเคอร์ เขาหลบลงจนร่างนั้นพุ่งใส่เซนโชแทน เซนโชกระเด็นไปชนกับต้นไม้
  “เซนโช!!!!”  เสียงของอริชร้องขึ้นดังลั้น
 
  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ใช้เวทย์ลวงตาขาดสมาธิ เวทย์ที่เขาควบคุมอยู่นั้นจึงคลายปีศาจที่อยู่รอบๆไปพุ่งเข้ามาทำร้ายพวกเขา  ทางด้างเซนโชนั้นได้มองมองดูและเขาก็สลบไป...
 
  “แกกับเพื่อนๆของแกต้องตายกันหมด....”  เสียงพูดขึ้นดังก้องทั่วทั้งป่าใหญ่
 
  เซนโชมีสติเขาลืมตาขึ้นก็ได้พบว่าตัวเองนั้นอยู่ในป่าใหญ่ มีร่างของอสูรสนีสเซอร์ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเซนโชลุกขึ้นและพูดขึ้นว่า
 “ลูกระเบิด!!”
 
  ลูกระเบิดได้พุ่งเข้าใส่อสูรนั้นแต่มันหลบได้  เซนโชได้วิ่งหนีไป
  “เซนโช....เซนโช....เซนโช....” เสียงของซิลล่าดังขึ้นก้องป่านั้น
 
  เมื่อเซนโชได้ยินเสียงนั้นเขาก็ได้มองหาและตะโกนออกมาว่า
  “ซิลล่า....เธออยู่ไหน...”
 
  อสูรตัวนั้นได้ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเซนโชและยกมือขึ้น ทำท่าที่จะใช้กรงเล็บของมันแทงเซนโช กรงเล็บนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
  “เฟี๊ยะ!!!” เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น
  “โอ๊ย!!!” เสียงของเซนโชร้องดังลั้น พร้อมกับเอามือลูบที่ใบหน้าของเขาเอง
  “นายฟื้นแล้ว...ฉันเห็นนายสลบไป...ฉันกลัวว่าอสูรจะเข้าครอบงำความฝันนาย....ฉันก็เลย....”  ซิลล่าพูด
 
  เซนโชมองหน้าซิลล่าพลางยิ้มให้และลุกขึ้นยืน เขาพ่อของเขา พ่อของเดฟ และชาวบ้านผู้ชายอีกสองคนกำลังต่อสู้อยู่กับควันสีดำ อริชที่กำลังช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กับผู้หญิงที่มาด้วยคนหนึ่งโดยมีพ่อของฟาริสคอยคุ้มกันให้ ซิลล่าพยุงตัวเซนโชขณะที่เขาจะลุกขึ้นยืน
  “หยุดได้แล้ว สหายของข้า...” เสียงดังก้องขึ้น
 
  เมื่อเสียงนั้นหยุดลงควันก็หายวับไป ปรากฏกายเป็นร่างของสูรสนีสเซอร์แทน
  “พวกนี้มันต้องฉันจัดการเอง”  เสียงดังขึ้นและเงียบไป
  “ตายซะเถอะ......” เสียงสิ้นสุดลง
 
  มีแสงสีเทาพุ่งมาจากร่างของสนีสเซอร์ตรงใส่ร่างของอริช พ่อของฟาริส และชาวบ้านหญิง ทำให้ทั้งสามตายในทันที
  “อริช!!!!!!!!!!!”  ซิลล่ากับเซนโชร้องออกมาพร้อมๆกัน
 
  เซนโชกับซิลล่าวิ่งไปหาอริชที่นอนอยู่ทันที น้ำตาไหลลงอาบทั้งลองแก้มของเขา ‘เจ้าต้องตั้งมั่น......และแค่เสกมันออกมา’ คำพูดของโซโซรัสได้แวบเข้ามาในหัวเซนโช ทุกคนยังเสียใจและร้องไห้กับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั้น เซนโชได้ลุกขึ้นยืนพร้อมๆกับเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเปื้อนบนใบหน้าของเขา  เขายกมือข้างหนึ่งไปทางร่างของอสูรที่กำลังหัวเราะอยู่อย่างเมามัน และตะโกนออกมาว่า
  “เวทย์ไฟ อัคคีเผาผลาญ..............................”
 
  ทันทีที่เขาพูดจบไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อยนิด อสูรร้ายหัวเราะเขาเมื่อเห็นว่าเซนโชทำอะไรมันไม่ได้
 
  สักพักร่างของอสูรร้ายได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และระเบิดออกมารัศมีของระเบิดนั้นได้แผ่กว้างออกไปทั่วทั้งป่า ไฟได้ไหม้ป่าไปในเวลาหนึ่ง ชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านรับรู้ได้ถึงแรงระเบิดที่เกิดขึ้น ทุกๆคนได้แต่ยืนมองเปลวไฟนั้นอย่างวิตกกังวล
 
  ภายในป่าที่ถูกไฟไหม้ท่วมทั้งป่า มีกองดินขนาดใหญ่กองอยู่ใต้กองดินมีแก้วที่หนาประมาณ 15 เซนติเมตร อยู่อีกชั้น ภายในนั้นคือพวกเซนโชที่กำลังทำท่ายกมือขึ้นบังหน้าของตนเองไว้
  “ยังไม่ตาย !!!”  เซนโชพูดขึ้นแล้วก็สลบไป
  “พวกเราต้องกลับไปที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้”  พ่อของเดฟพูดขึ้น
  “แต่พวกเราเดินทางกันตอนนี้ไม้ได้หรอกนะ ทั้งไฟที่ไหม้อยู่นั้น ทั้งคนที่บาดเจ็บ และทั้ง....”  เสียงของพ่อเซนโชพูดขึ้นและเงียบลงไปสีหน้าของเขาดูแย่มาก
 “ได้ค่ะ...ฉันสามารถนำทุกคนกับไปที่หมู่บ้านและรวดเร็วด้วย” เสียงของซิลล่าพูดขึ้นพลางเช็ดน้ำตาไปด้วย
 
  ทุกคนที่ยังมีสติหันหน้าไปมองที่ซิลล่าทันที ทางด้านซิลล่าลุกขึ้นยืนเธอหลับตาลงเหมือนกับตั้งสติจะทำอะไรบางอย่าง และลืมตาขึ้นพ้อมกับพูดว่า...
 “เวทย์รักษา.....ย้ายคนป่วยข้ามมิติ !”
 
  เมื่อเสียงของซิลล่าเงียบลง ก็มีแสงสีขาวจ้าครอบคลุมทุกคนไปและค่อยๆหายไป แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนกวาดสายตามองไปรอบๆและได้พบว่าตัวเองยังยืนอยู่ที่แห่งเดิม
  “ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย....” พ่อของเดฟพูดขึ้น
 
  ซิลล่าหน้าเสียเมื่อเขารู้สึกว่าเวทย์ของตัวเองใช้ไม่ได้ผล
  “งั้นเราต้องเดินกลับกันแล้วล่ะ” พ่อของเดฟพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด
 
            ทุกคนไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่พากันเงียบไปอย่างทำอะไรไม่ถูก
  “คลายแนวป้องกันนี้ซะ!!” พ่อของเดฟสั่ง
  “คลาย!!”  เสียงของชายคนที่ดูคล้ายกับนั่งสมาธิอยู่พูดขึ้น
 
  แล้วแนวป้องกันก็ค่อยๆจางหายไป แล้วทุกคนก็ได้อึ้งกับสิ่งที่ตนเองเห็น พวกเขาทุกคนได้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ดูคุ้นเคย รอบๆเป็นบ้านที่ดูแล้วทำให้พวกเขายิ้มออกมาได้  เมื่อคนในหมู่บ้านรู้เรื่องก็ได้พากันมาดูและพาคนเจ็บไปรักษา และคนที่เสียชีวิตไปทำพิธีกรรมต่อไป
 
พวกเขาได้มารู้ความจริงในภายหลังว่าเวทย์อัคคีเผาผลาญไม่ได้เกิดเพลิงไฟที่ด้านนอก แต่จะเกิดขึ้นข้างในตัวของศัตรูและระเบิดออกมาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ในระยะรัศมีจนไม่เหลือชิ้นดี  หลังจากนั้นชาวบ้านก็ได้ยกย่องและชื่นชมเซนโชเป็นอย่างมาก พ่อของเซนโชได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านและทุกคนก็อยู่กันอย่างสงบตั้งแต่นั้นมา...............

ภาพที่โพสต์

 

 




#410328 Sinocentia | 0 0' Prologue

โพสต์โดย Qualcosa Hunter on 10 มกราคม 2017 - 09:26 PM

0 0
Prologue



เสียงพื้นรองเท้าหนังอย่างดีดังกระทบพื้นหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอพอจะทำให้รู้ว่าเจ้าของรองเท้าทั้งสองคนกำลังรีบมากเพียงใด รองเท้าคู่หนึ่งขัดเงาเนี้ยบกริบอย่างที่คนเจ้าระเบียบพอใจ ส่วนอีกคู่เปรอะดินและมีเศษหญ้าติดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้สกปรกเสียทีเดียวด้วยเจ้าของไม่ได้สนใจสิ่งรองรับเท้าของเขาถึงขนาดนั้น ชายผ้าคลุมสีประจำบ้านพลิ้วตามแรงเดินพอจะประกาศได้ว่าทั้งคู่มาจากต่างบ้านกัน คนหนึ่งจากยูล ส่วนอีกคนเป็นคนอารมณ์ดีจากออสทารา
 

แต่ทว่า ณ เวลานี้ดูเหมือนเขาจะไม่ได้อารมณ์ดีอย่างที่เคยเสียแล้ว
 

“รีบเดินหน่อยได้มั้ย เราไม่ได้มีเวลาทั้งวัน” เสียงของ ‘มาร์ติน ฮันเตอร์’ เจือความหงุดหงิดอยู่อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่กำลังลดความเร็วในการเดินลง
 

คนถูกเหวี่ยงปรายตามองก่อนจะถอนหายใจและชะลอฝีเท้าลงอีก
 

“จะช้าจะเร็วมันก็ถึงเหมือนกันนั่นแหละครับ อีกอย่างหากศาสตราจารย์อยากลงโทษเราจริงก็คงไม่หนีไปไหนจนกว่าจะได้ออกคำสั่ง คุณน่าจะทราบดี” เสียงเรียบเย็นค่อยๆ เรียงร้อยคำพูดออกมาด้วยความไม่รู้สึกร้อนรนเลยสักนิด มากไปกว่านั้นคนพูดยังรู้สึกขบขันเสียอีกที่นักเรียนใหม่ออสทารากำลังมองหน้าเขาเหมือนอยากจะเข้ามาบีบคอเสียให้ได้
 

‘เซบาสเตียน ไพรซ์’ แค่นเสียงหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดจากรุ่นน้อง แล้วจึงก้าวเดินต่อไปในโถงทางเดินใต้ดินที่มืดสลัวและค่อนข้างชื้นเมื่อเทียบกับโถงด้านบน คบไฟรายทางวูบไหวตามแรงเดินของคนทั้งคู่ ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่เสียงฝีเท้าก็ยิ่งก้องกังวานมากเท่านั้น มือเรียวราวกับหญิงสาวยกขึ้นขยับเนคไทสีฟ้าให้หลวมลงสักนิดเมื่อรู้สึกว่าชั้นใต้ดินนี้กำลังกดดันเขาด้วยอากาศที่น้อยลงและพลังงานบางอย่างที่แผ่มาพร้อมกับกลิ่นกำยานซึ่งเขาไม่คุ้นเคย
 

ผิดกับอีกคนที่แทบจะรู้จักดี ยิ่งเดินต่อไปเท่าไหร่กลิ่นกำยานก็ยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น เขารู้ดีว่าอีกไม่กี่ก้าวต่อจากนี้เขาจะได้พบกับประตูบานเฟี้ยมที่กั้นระหว่างห้องเรียนวัตถุเวทมนตร์วิทยาและโถงทางเดินชั้นใต้ดิน ซึ่งกลิ่นกำยานที่เขากำลังสัมผัสได้ตอนนี้ถ้าหากว่าสติของเขายังมีมากพอและคะเนได้ไม่ผิดเพี้ยนล่ะก็ คนที่อยู่เบื้องหลังประตูนี้น่าจะกำลังอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมฆ่าพวกเขาแล้วแน่ มาร์ตินก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะรีบสาวเท้าพร้อมใบหน้าถอดสีเมื่อพบว่าพวกเขามาสายเกินกว่า 30 นาทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 

เข้าไปแก้ตัวก่อน ส่วนไอ้นี่เดี๋ยวค่อยคิดบัญชี
 

ฝ่ามือหนาเปิดเลื่อนบานเฟี้ยมขณะที่ในใจร้อนรนเหมือนจะเผาน้ำแข็งเดินได้ข้างๆ ได้แล้ว ทันที่ประตูเปิดออกกลิ่นกำยานจากในห้องก็ตีเข้าหน้าก่อนจะพบว่าศาสตราจารย์สาวกำลังนั่งหันหลังให้อยู่ที่โต๊ะทำงานประจำของเธอ
 

ศาสตราจารย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลงเพื่อย้ายมายืนกอดอกตรงหน้านักเรียนทั้งสองของเธอ พวกเขาทั้งคู่มีสีหน้าปุเลี่ยนอย่างปิดได้ไม่มิดแม้จะพยายามซ่อนมันไว้เท่าไหร่ก็ตาม เธอยกมือถอดแว่นเลนส์สายตาออกและจ้องชายหนุ่มที่เธอเรียกตัวมาอย่างคาดโทษ และก็เหมือนกับนักเรียน(เกือบจะ)ดีเด่นของเธอนั้นรู้ดี เขารีบพรั่งพรูคำอธิบายออกมาแม้จะยังไม่ได้เอ่ยถาม
 

“ผมอธิบายได้ครับศาสตราจารย์ ผมรู้ดีว่าศาสตราจารย์นัดพวกเราเวลาไหนแต่มีบางคนตามตัวยากเหลือเกิน ผมพยายามอย่างที่สุดแล้วเพื่อจะมาพบศาสตราจารย์ให้ตรงเวลา” มาร์ตินเว้นหายใจก่อนจะกล่าวต่อราวกับกลัวใครจะแย่งพูด “ศาสตราจารย์อย่าเอาความเพิ่มเติมเลยครับ”
 

เสียงถอนหายใจดังขึ้นมาอีกครั้งจากผู้ชายในชุดคลุมสีฟ้าข้างตัวพร้อมกับที่เจ้าตัวส่ายหน้าราวกับเหนื่อยหน่ายกับข้อแก้ตัวโหลๆ แบบนั้น
 

“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่ฉันคาดหวังกับพวกเธอมากกว่านี้” ศาสตราจารย์ประจำวิชาวัตถุเวทมนตร์วิทยาถอนหายใจกับคำแก้ตัวบ้างขณะที่เริ่มพูด “แต่เอาเถอะ เราเองก็เหนื่อยหน่ายกับพวกคุณเหลือเกินแล้วเช่นกัน ความผิดวันนี้ในฐานะประธานรุ่นเรายังไม่ได้พิจารณาร่วมกันกับศาสตราจารย์ท่านอื่นว่าเห็นอย่างไรกับการลงโทษ ดังนั้นที่เรียกมาในวันนี้จึงจะต้องออกคำสั่งกักบริเวณไว้เสียก่อน” สิ้นประโยคก็เกิดเสียงโครมครามดังขึ้นจากห้องใดห้องหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก น่าจะเป็นสัญญาณให้ทราบได้ว่าวิญญาณที่ดูแลคุกหมายเลข 6 กำลังจัดเตรียมสถานที่สำหรับกักบริเวณตามคำสั่งของเธอ
 

ทั้งมาร์ตินและเซบาสเตียนหันมองไปตามเสียงแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาก้มหน้าราวกับรอรับบทลงโทษทั้งคู่
 

“ตีกันมากแบบนี้ คงจะสั่งกักแยกไม่ได้หรอกนะ” เสียงหวานรอดผ่านริมฝีปากสีซีดเซียวพร้อมกับที่ชายหนุ่มทั้งสองรีบเหลือบตาขึ้นมองเธออย่างพร้อมเสียง มุมปากของศาสตราจารย์กระตุกขึ้นยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ “คืนนี้ให้ทั้งคู่อยู่ทำความสะอาดคุกหมายเลข 6 จนกว่าจะเรียบร้อยดี พรุ่งนี้เช้าเราจะมาตรวจสอบจากนั้นจึงจะแยกย้ายกลับหอของตัวเอง ---”
 

ยังไม่ทันที่ศาสตราจารย์จะกล่าวจบมาร์ตินก็แทรกขึ้น “ถ้าติดอยู่กับขั้น 1 แบบนี้พรุ่งนี้ก็ทำไม่เสร็จหรอกครับศาสตราจารย์!!” เขาว่าพลางใช้ไม้กายสิทธิ์ชี้เซบาสเตียนตั้งแต่หัวจรดเท้า "ร่ายคาถาบทไหนเป็นบ้างก็ไม่รู้"
 

“อ้าว คุณ...” คนที่เงียบมาตลอดถึงกับต้องเอ่ยปากขึ้นบ้างเมื่อถูกสบประมาทอย่างร้ายแรงจากคนที่เป็นรุ่นน้องอย่างมาร์ติน
 

ศาสตราจารย์ยักไหล่กับคำท้วงติง “งั้นก็ห้ามใช้เวทมนตร์ไปเลยแล้วกัน” พูดจบขนนกสีดำก็พัดหมุนวนรอบร่างของศาสตราจารย์ก่อนจะทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและเสียงตะโกนอย่างพร้อมเพรียงของมาร์ตินและเซบาสเตียน
 

“เฮ้ย! ศาสตราจารย์!”


 

Sinocentia | SebasTin

 

               | 01 ►►




#410276 Sinocentia | SebasTin

โพสต์โดย Qualcosa Hunter on 10 มกราคม 2017 - 03:58 AM

Sinocentia

#ฟิคอ้อนตีน #เรท15+คำหยาบประปราย

 

 

"ผมบอกคุณแล้วไงว่ามันเปิดไม่ออก"

"ขั้นหนึ่งอย่างคุณคงยังท่องคาถากากๆ แบบนี้ไม่คล่องสินะ ?"

"งั้นเชิญแสดงเลยครับขั้นสี่"

 

...Sinocentia...

 

เงียบ...

นิ่ง... สนิท...

 

แม่งเอ้ย แล้วทำไมต้องมาติดอยู่กับไอ้เวรนี่ด้วยวะ!

 

 

คำนำมีอยู่ว่า

 

ก็ด้วยความเป็นศาสตราจารย์ พูดอะไรแล้วก็ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่นักเรียนผู้น่ารัก ดังนั้นจึงเกิดเป็นฟิคสนองความต้องการของตัวเองขึ้นมาดังที่ผู้อ่านกำลังเปิดอยู่ในขณะนี้
 
ต้องบอกว่าเป็นฟิคที่เกิดขึ้นโดยใช้เซ็ตติ้งต่างๆ ในโลกเวทมนตร์และสถาบันเวทมนตร์เอลฟ์ประจำบ้าน โดยมีการหยิบเอาสมาชิกบ้านใกล้เรือนเคียงกับตัวเอกทั้งสองตัวมาร่วมฉากอยู่ประปราย หวังว่าจะไม่ถือสาหาความกัน 555 นอกจากนี้ฟิคเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการอย่างแท้จริงจึงอาจไม่ได้อิงเค้าความจริงอะไรเล้ยยยย
 
จริงๆ ค่อนข้างรู้สึกผิดต่อพี่โจ้เล็กน้อยกับการนำเอาผลงานอะไรแบบนี้มาลง แต่ก็ แต่ก็ แต่ก็ แต่ก็ แหะๆ 555 เอาไว้ล้างบาปด้วยการลงงานเขียนดีๆ ที่ตั้งใจทำกว่านี้ทดแทนกันไปเน่ออออ
 
ยังไงก็ตามขอฝากการเขียนฟิควายเรื่องแรกในชีวิตด้วยนะก๊ะ
ถ้ารุ่งอาจจะมุ่งสายนี้
 


"Someday you will be old enough to love each other"

O'Monique (โอ' โมนีค) ผู้เขียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แด่

ความไม่ชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

 

 




#408656 The Smile In the Snowstorm

โพสต์โดย Lucift Hunter on 23 ธันวาคม 2016 - 11:40 PM

 

* ~ The Smile In the Snowstrom ~*

 

 
          'ร้อน' คือความรู้สึกของชายหนุ่มผิวขาวคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนในช่วงก่อนเทศกาลคริสมาสต์ ที่ทุกคนจะใส่ชุดป้องกันตัวเองจากความหนาวเย็น ตัวเขาก็เช่นกันเพียงแต่ต่างกันตรงที่ คนอื่นนั้นใส่ด้วยความเต็มใจ แต่เขากลับถูกแม่บังคับให้ใส่ด้วยเหตุผลที่ใครๆเขาก็ใส่กัน และเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะอะไรน่ะหรอ... เพราะตัวเขามีความลับที่บอกใครไม่ได้อยู่น่ะสิ และความลับนี้ มีเพียงเขา กับอีกคนเดียวเท่านั้นที่รู้... คนที่เขากำลังยืนรออยู่ในตอนนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากวันนั้น...
 
          ในวันคริสมาสต์อีฟปีที่แล้ว ฮาร์น พ่อมดหนุ่มอายุ 19 ยืนอยู่หน้าคาเฟ่เมอริเน่ นาฬกาถูกยกขึ้นมาดูเป็นรอบเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะเขาไม่คิดจะใส่ใจนับมัน เขากำลังรอคนบางคนที่นัดกันไว้ ด้วยอารมณ์ตื่นเต้น และแล้วคนที่รอคอยก็มาถึง หญิงสาวผมบลอนด์ยาวจรดกลางหลัง หน้าตาจิ้มลิ้ม เธอชื่อ ทีฟาร์ เป็นคนที่สวยที่สุดในสายตาของเขา วันนี้เขารวบรวมความกล้าวนเธอออกมาเดท ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้าน สั่งอาหารเครื่องดื่ม พูดคุยกันตามปกติของคู่หนุ่มสาวทั่วไป ตั้งแต่ช่วงสายจนยามเย็นมาเยือน ฮาร์นไปส่งเธอที่หน้าบ้าน และเดินกลับออกมาอย่างหม่นหมองเพราะถูกปฏิเสธ 
 
          ฮาร์นเดินอย่างไร้จุดหมายไปสักพักจนมารู้ตัวอีกทีก็อยู่กลางป่านิทราเสียแล้ว อากาศที่ดีมาตลอดทั้งวันกลับมีหิมะโปรยปรายลงมาในยามค่ำ และมีทีท่าว่าจะตกแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ฮาร์น ยังเดินอยู่กลางป่า เขากำลังพยายามเดินฝ่าลมที่แรงขึ้นเรื่อยๆ และ เกร็ดหิมะที่บาดผิว จากแค่ลมแรงกับหิมะ ค่อยๆทวีคูณขึ้นเป็นพายุในเวลาไม่นาน หิมะทับถมกันอย่างรวดเร็วจนแทบจะยกขาก้าวไม่ได้ และในที่สุด... เขาก็ลมลงท่ามกลางหิมะสีขาวโพลน ร่างกายเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ หนังตาเริ่มหนักอึ้ง เขากำลังจะหมดสติ ขณะที่เปลือกตากำลังจะปิดลง เขาเห็นใครบางคน... ชายในชุดสีขาวสะอาด
 
          "นายชื่ออะไร" ชายคนนั้นถามเขา น้ำเสียงเย็นเยียบแต่ฟังแล้วนุ่นนวล ดังชัดเจนท่ามกลางพายุหิมะ
 
          "ฮาร์น... " เขาเอ่ยตอบไปแผ่วเบา ด้วยสติที่เหลือเพียงน้อยนิด
 
          "ข้าชื่อคอรัยย์ " ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆกับโน้มตัวมาหาเขา มือซีดขาวยื่นมาหาตัวราวกับกำลังจะฉุดดึงวิญญาณ ท่วงท่านั้นดูสง่างามอย่างน่าประหลาด แทนที่จะกลัว เขากลับนึกเรื่องพิเรนทร์ๆขึ้นได้แล้วยิ้มออกมา
 
          "ชื่อเราสองคนฟังรวมๆกันก็คล้ายๆคำว่าฮาร์ดคอร์เนอะ" เป็นเรื่องไร้สาระที่เด็กหนุ่มนึกแล้วยิ้มออกมา เขากำลังจะตาย แต่ดันคิดอะไรแบบนี้เสียได้ ดวงตาค่อยๆปิดลงแต่รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้า น้อมรับความตายท่ามกลางหิมะ
 
          เด็กหนุ่มตื่นขึ้นบนเตียงของแผนกรักษาโรคในตรอกยาแอสเวจ พ่อแม่ต่างพากันร่ำไห้ด้วยความยินดีที่เขาฟื้นขึ้นมา แต่ที่นั่นไม่ได้มีเพียงครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่กลับมีใครอีกคนที่เขาไม่รู้จักในห้องนั้นด้วย ใครคนนั้นที่คุ้นหน้า ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดเส้นผมสีเงินล้อมกรอบใบหน้าที่หล่อเหลา พ่อแม่บอกเขาว่าคนๆนี้คือลูกพี่ลูกน้องที่โตมาด้วยกัน แต่เขาอาจลืมไปเนื่องจากที่สลบไปกลางหิมะ แต่เขารู้ว่าไม่ใช่ 
 
          "นายปรับเปลี่ยนความทรงจำพวกท่านหรอ ทำไม?" ฮาร์นถามคนตรงหน้าหลังจากที่หลอกล่อให้พ่อแม่ออกไปจากห้องพักผู้ป่วยได้ 
 
          "เพราะฉันจำเป็นต้องอยู่ข้างๆนาย" น้ำเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินกลางพายุหิมะเอ่ยขึ้น เกิดความเงียบไปชั่วครู่ เด็กหนุ่มคิดตามไม่ทันได้แต่ทำหน้าสงสัย จนอีกฝ่ายต้องถอนหายใจออกมาและเปิดปากอีกครั้ง
 
          "นายน่ะตายไปแล้ว ที่อยู่ได้ตอนนี้ก็เพราะฉัน ถ้าไม่มีฉันนายจะเน่า... ฉันเป็นบุตรแห่งหิมะ..." คอรัยย์เอ่ยเรียบๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ฮาร์นนั้นอ้าปากค้างเพร่ะความสับสนไปแล้ว กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง และเริ่มปรับตัวได้ก็ใช้เวลาหลายวัน... พวกเขาตกลงกันว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ...
 
          ณ ตอนนี้ ฮาร์นถอดเสื้อโค้ทตัวนอกออกแล้วด้วยความที่ร้อนเกินไป ความร้อนไม่ดีต่อศพอย่างเขา ใช่... เขาเป็นศพเดินได้ที่ต้องการความเย็นจากอากาศ และจากกายของคอรัยย์... หมายถึงพลังของคอรัยย์ 
 
          "รอนานรึเปล่า" เสียงเรียกดังจากด้านหลังแต่เขาไม่แม้แต่หันไปมอง เพียงแต่เริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าเท่านั้น เป็นสัญญาณให้อีกคนก้าวเดินตามหลังไปเงียบๆ เส้นทางทอดตรงไปสู่ย่านถิ่นอาศัยของพ่อมดแม่มด ประดับประดาด้วยไฟไปตลอดทาง เสียงเพลงคริสมาสต์ดังเบาๆจากตามร้านค้าข้างทาง ทำให้ฮาร์นนึกถึงเรื่องราวเมื่อปีก่อนขึ้นมา และตัดสินใจเอ่ยปากถามกับอีกคนที่เดินตามหลังอยู่ เป็นคำถามที่สงสัยมานานแต่ไม่เคยได้เอ่ยถาม
 
          "คอรัยย์ ฉันสงสัย ทำไมนายถึงทำให้ฉันฟื้นขึ้นมาล่ะ" ฮาร์นชะลอฝีเท้าลงมาเดินเคียงไปกับอีกฝ่ายเพื่อรอฟังคำตอบ
 
          "เพราะที่นายพูดก่อนตายมันตลกดี" ฮาร์นอ้าปากค้างกับคำตอบที่ได้ยิน แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรโต้ตอบ อีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นอีกครั้ง
 
          "และอีกอย่าง... ฉันชอบรอยยิ้มของนาย อยากให้มันคงอยู่บนโลกนี้ต่อ" เมื่อพูดจบคอรัยย์ก็เดินนำหน้าเขาไป ปล่อยให้เขายืนอึ้งกับคำตอบที่ได้ยินนั้น ฮาร์นคิดว่า หน้าของเขาตอนนี้คงจะแดงยิ่งกว่าชุดของซานต้าแน่ๆ เมื่อได้สติจึงรีบวิ่งตามอีกคนที่เดินนำไปไกลแล้ว สู่ทางเดินที่นำไปสู่บ้านของเขา... ไม่ใช่สิ ตอนนี้ต้องเป็น 'บ้านของพวกเรา' 
 
 
~*~*~*~
 
          เขาควรจะไม่ชอบหิมะที่ทำให้เกือบตาย แต่เขาดันรักหิมะนี้เพราะมันทำให้เขาได้พบเจอ บุตรแห่งหิมะ ที่ชุบชีวิตเขาขึ้นมา หิมะก็ไม่ได้หนาวเย็นเสมอไป ในเมื่อหิมะข้างกายเขา อบอุ่นถึงเพียงนี้
 
~*~*~*~
 
รอยยิ้มนั้นงดงาม จนอยากจะให้มันคงอยู่ต่อไป
ชอบจนต้องทำให้ฟื้นขึ้นมา
 
 
.
.
.
 
*~ End ~*
 
 
 
 




#129008 คฤหาสน์สีเลือด

โพสต์โดย Carissa on 25 ตุลาคม 2013 - 11:16 PM

 

[color=#800000;]คฤหาสน์สีเลือด[/color]

----------------------------

 

 

            วันนี้อากาศค่อนข้างหนาวเหน็บ ฤดูหนาวปีนี้มีหิมะตกมากผิดปกติ ต้นไม้ หลังคาบ้าน ป้าย และทางเดินถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ฉันกำแฟ้มในมือแน่น กระชับเสื้อคลุมสีแดงเลือดหมูที่ดูเข้าชุดกันดีกับหมวกบนศีรษะ พ่นลมออกเฮือกใหญ่แล้วก้าวขายาวๆ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เดินผ่านร้านรวงที่ดูเงียบเหงาและพ่อมดพเนจรท่าทางสกปรกที่ดูเหมือนกำลังพยายามเขียนอะไรสักอย่างลงบนลังกระดาษ ตรงเข้าไปยังร้านกาแฟที่มีป้ายเก่าคร่ำครึแขวนเอียงกะเท่เร่เขียนไว้ว่า ‘ร้านกาแฟของป้าอิดิออต’  

 

          ฉันก้าวเข้ามาภายในร้านที่ดูไม่แตกต่างอะไรจากป้ายแนะนำตัว ทุกอย่างดูเก่าซอมซ่อและทึบ มีคนนั่งอยู่ไม่กี่คน แต่ละคนดูไม่น่าเสวนาด้วยสักเท่าไหร่ เก้าอี้และโต๊ะบางตัวดูไม่แข็งแรงพอจะนั่งได้ กลิ่นเหม็นอับๆ ของกากกาแฟที่ดูว่าจะถูกเก็บไว้นานลอยฟุ้งมากกว่ากลิ่นหอมของกาแฟที่ปกติร้านกาแฟทั่วไปควรจะมี ฉันย่นจมูกเล็กน้อยก่อนจะหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาคนคนหนึ่ง

 

          “ทางนี้เลย” ฉันหันและเดินไปตามเสียงเรียก ชายวัยกลางคนหน้าตาดูกร้านโลกมองฉันด้วยสายตาเรียบเฉย

 

          “สวัสดีค่ะ ดิฉันแอนเดรีย แอชฟอร์ด ขอบคุณมากที่คุณติดต่อกลับมา” ฉันยิ้มพร้อมยื่นแฟ้มลงบนโต๊ะ ชายตรงหน้าตวัดสายตามองมันเพียงชั่วครู่ก่อนจะจ้องหน้าฉัน

 

          “คุณแอชฟอร์ด คุณพร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่”

 

          “อะ...เอ่อ... วันนี้ค่ะ วันนี้เลย ฉันพร้อมเริ่มงานวันนี้” ฉันละล่ำละลักตอบ จากที่เคยฟังมาการสัมภาษณ์งาน ส่วนมากผู้จ้างงานจะซักถามนู่นนี่จนกินเวลาเป็นวัน ไม่คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้ ฉันจึงเก็บอารมณ์ดีใจไว้แทบไม่อยู่

 

          ชายที่ดูเหมือนจะเป็นคนกลางในการจ้างงานยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ  ให้ เขาลุกขึ้นวางเหรียญค่าเครื่องดื่มบนโต๊ะและเดินออกไป ฉันมองสิ่งที่อยู่ในมือ กระดาษวาดแผนที่ไว้ง่ายๆ เขียนบรรยายด้วยลายมือวิจิตรบรรจง ในนั้นเขียนหมายเหตุตัวเล็กๆ ไว้ว่า สามารถใช้ผงฟลูเพื่อเดินทางมาก็ได้ แต่ฉันคิดว่านั่นคงเสียมารยาทถ้าหากไม่เข้าทางประตูในการพบกันครั้งแรก  ฉันจึงหยิบแฟ้มแล้วลุกเดินเพื่อไปเก็บของแล้วตรงไปตามแผนที่นั้น

 

          ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในสถานรับเลี้ยงในชนบท ด้วยรูปร่างที่เล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ทำให้ฉันมักจะถูกแกล้งด้วยการซ่อนของใช้ส่วนตัว หรือการเอาเนยมาทาบนเตียงนอน ฉันอดทน ไม่ตอบโต้พวกเขาและพยายามหลีกหนีจากเด็กเกเรพวกนั้นโดยการไปขลุกอยู่กับชั้นหนังสือของซิสเตอร์นอร่าเพื่ออ่านตำราต่างๆ ตำราที่ฉันสนใจเป็นพิเศษคือตำราปรุงยา ฉันฝันไว้ว่าจะเป็นนักปรุงยาที่มีชิ่อเสียง ซิสเตอร์นอร่าใจดีกับฉันเสมอ เธอให้กำลังใจฉัน และฉันเองก็มักจะทำงานหนักกว่าเด็กคนอื่นเป็นเท่าตัว อย่างการทำความสะอาดหรือช่วยดูแลเด็กอ่อนเพื่อเป็นการตอบแทนเธอ เมื่อฉันโตพอที่จะออกจากที่นั่นได้ ฉันแจ้งความประสงค์กับซิสเตอร์ว่าฉันจะอยู่ช่วยเธอดูแลเด็กๆต่ออีกสองปีก่อนจะออกเดินทางไปในเมืองเพื่อทำตามฝัน เธอเองสนับสนุนและอวยพรพร้อมมอบเงินเกลเลียนติดตัวให้ฉันเดินทางไปใช้ชีวิตในเมืองอย่างที่ฉันฝันและพร่ำบอกกับเธอไว้

 

          ฉันเริ่มชีวิตในฝันด้วยการเช่าห้องพักชั่วคราวราคาถูกแถวชานเมืองด้วยเงินที่ซิสเตอร์ให้ ของที่ฉันนำติดตัวมามีไม่มากแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด แฟ้มแนะนำตัวจากสถานรับเลี้ยง และอุปกรณ์ปรุงยานิดหน่อยพร้อมตำราเล่มโปรดที่มีสูตรยาชนิดหนึ่งที่ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะต้องทำมันให้สำเร็จ ฉันมองหางานที่พอจะทำได้ในหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมาระหว่างเดินทาง งานส่วนมากมักจะถูกพิจารณาจากวุฒิการศึกษาที่จบมา ซึ่งฉันไม่มี สายตาฉันกวาดหางานพอที่ฉันจะทำได้ การจะปรุงยาจำเป็นต้องใช้เงินซื้อวัตถุดิบซึ่งบางอย่างหายากและราคาแพง ซึ่งมันจำเป็นต้องได้ตรงตามสูตรเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และโชคก็เข้าข้างเมื่อฉันเห็นงานงานหนึ่งที่ถูกเขียนไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ถ้าหากไม่สังเกตคุณจะไม่มีทางเห็นมันแน่นอน ... งานฝึกปรุงยาพร้อมดูแลคนชรา ให้เงินตอบแทนพอสมควร ที่พักฟรีและต้องทำความสะอาด ทำงานบ้านได้... ฉันย่นหน้า อาจจะเป็นเพราะต้องดูแลคนชราและทำความสะอาดด้วยคงทำให้ไม่มีใครสนใจงานนี้ แต่นี่แหละ งานที่ฉันกำลังต้องการ !

 

 

          ฉันเดินมาถึงหน้าคฤหาสน์ขนาดกลางสร้างในสไตล์ยุโรปโบราณ ซึ่งอาจจะเคยเป็นของขุนนางชั้นกลางในสมัยก่อน  กลางสวนหย่อมเล็กๆ มีรูปปั้นเทพียืนอยู่บนโขดหินที่มีมือมากมายพยายามจะไขว่คว้าอะไรบางอย่าง มันน่าจะสวยงามและไม่ดูน่าขนลุกขนาดนี้ถ้าหากไม่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ฉันหันมาสนใจคฤหาสน์ที่ต้องเข้ามาทำงาน นี่มันค่อนข้างใหญ่โตสำหรับฉันเลยทีเดียว ฉันขยับเสื้อผ้าและหมวกให้เข้าที่ก่อนจะเอื้อมมือไปเพื่อเคาะประตูไม้สลักแต่มันกลับถูกเปิดออกเสียก่อน

 

          เอี๊ยดดด...

 

 

          ฉันยืนอยู่เพื่อรอผู้ที่อยู่หลังประตูออกมาต้อนรับ แต่เมื่อผ่านไปสักครู่ก็ไม่มีใครเปิดออกมา ฉันจึงตัดสินใจผลักเข้าไป มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ตรงหน้ามีบันไดทอดยาวขึ้นสู่ชั้นบน ของใช้ถูกจัดไว้ในที่ของมันอย่างเป็นระเบียบ ทุกชิ้นถูกขัดจนขึ้นเงาช่างดูสะอาดเรียบร้อยเหลือเกิน

 

          “สวัสดีค่ะ ดิฉันแอนเดรีย แอชฟอร์ด ผู้ดูแลคนใหม่ค่ะ !”  ฉันพูดขึ้นเพื่อให้ไม่เป็นการเสียมารยาท อาจจะมีใครซักคนอยู่แถวนี้คอยมองฉันอยู่ก็ได้

 

          “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ด !!!!”  เสียงดังมาจากด้านบน ฉันก้าวตรงไปที่บันไดด้วยความสงสัย อาจมีใครต้องการความช่วยเหลือ

 

          “สวัสดีคุณแอชฟอร์ด” ฉันตกใจหันขวับไป หญิงชราท่าทางกระฉับกระเฉง เจ้าระเบียบ เธอสวมชุดกระโปรงดูสะอาดสะอ้านมวยผมสีเทาตึงเปรี๊ยะ ยืนมองฉันด้วยสายตาว่างเปล่า

 

          “อ๊ะ...เอ่อ คือ เมื่อกี้ฉัน....”

 

          “คงเป็นหลานสาวห่างๆ ของคุณผู้หญิงน่ะ เธอชอบที่จะไม่ให้บ้านนี้เงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น.... ข้าวของคุณมีแค่นั้นรึ? ตามฉันมาทางนี้สิ แล้วจำเอาไว้ว่าชั้นสองคุณไม่มีสิทธิ์ขึ้นไปจนกว่าจะได้รับอนุญาต อ้อ.. ฉันเป็นแม่บ้านของที่นี่ เรียกฉันว่าทีน่า” เธอพูดอย่างรวดเร็ว ฉันหิ้วกระเป๋าเดินตามเธอไป คฤหาสน์นี้ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดหรืออาจจะเป็นเพราะฉันคิดมากไป ความจริงแล้วฉันอยากจะถามเธอมากมายแต่ดูท่าแล้ว ฉันน่าจะรอให้เธอเป็นคนพูดเองดีกว่า

 

          ทีน่าพาฉันมาที่ห้องห้องหนึ่ง ขนาดมันกว้างกว่าห้องเช่าที่ฉันเช่าก่อนหน้านี้และทุกอย่างดูดี ฉันปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าถูกใจที่นี่ มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากเมื่อมานั่งคิดว่าฉันมีห้อง ! ห้องที่เป็นของฉัน เป็นห้องที่ไม่มีใครมายุ่มย่าม เตียงนอนกว้างขวางและแสนสะดวกสบาย

 

 

          คฤหาสน์หลังนี้มีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คนทั้งที่ห้องหับมากมายและพื้นที่กว้างขวาง มีนายจ้างฉันคุณนายโอลิเวียเธอแก่ชราและดูเหมือนเธอจะป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่างซึ่งทำให้เธอผอมแห้งและเดินไม่ได้ มีหลานสาวห่างๆ อายุน้อยกว่าฉันสี่ปีที่เพิ่งมาอาศัยก่อนหน้าฉันไม่กี่วันถ้าจำไม่ผิดเธอน่าจะชื่อโซเฟีย มีลูกชายของคุณนายที่นานๆ จะกลับมาทีคุณดีแลน ชายกลางคนผู้ที่รับฉันเข้าทำงาน และแม่บ้านทีน่า เธอเล่าให้ฉันฟังว่าเมื่อก่อนคุณนายก็จ้างคนไว้มากมายแต่เธอสามารถทำงานพวกนี้ได้ดีกว่าพวกเขาทั้งหมด คุณนายจึงไล่คนอื่นออกไป ซึ่งถ้านับรวมฉันด้วยที่นี่มีคนอยู่แค่ห้าคนเท่านั้น

 

          ฉันได้รับคำสั่งอย่างเคร่งครัดไม่ให้ขึ้นไปบนชั้นสองจากทางบันได ต้องขึ้นด้วยลิฟต์ชักรอกที่เชื่อมโดยตรงระหว่างห้องคุณนายกับห้องเตรียมอาหารเท่านั้น ฉันเองก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ในเมื่อการเดินขึ้นบันไดน่าจะง่ายกว่าการชักรอกขึ้นๆ ลงๆ แต่ฉันก็ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อห้ามเนื่องจากมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉันอยู่แล้ว

 

 

--------------------------------------------------------

 

 

            กรี๊ดดดดดดดดดด ด ด !!!!!!

 

          ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเสียงกรีดร้องดังมาจากชั้นบน ฉันฉวยไม้กายสิทธิ์เสกคาถาส่องสว่างแล้วรีบวิ่งตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปบนชั้นสองของคฤหาสน์ เมื่อเท้ามาหยุดอยู่ชั้นบนฉันก็รู้สึกว่าตัวเองทำผิดมหันต์ ฉันกำลังฝ่าฝืนคำสั่งที่ทีน่าย้ำนักย้ำหนา ฉันเริ่มตระหนักว่าฉันอาจจะสูญเสียงาน ฉันจึงหันหลังเพื่อจะกลับลงไปข้างล่าง

 

          ฝึ่บ !

 

          เงาดำประหลาดพรวดพราดตรงเข้าไปในห้องห้องหนึ่งที่อยู่เกือบสุดทางเดินอย่างรวดเร็ว ฉันหันมองด้วยความสงสัยฉันจึงเดินตามไปดู ‘ฉันแค่ตรวจความเรียบร้อยเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในบ้านปลอดภัย’ ฉันคิดเข้าข้างตัวเอง ...ประตูถูกปิดอยู่ ฉันขมวดคิ้วแล้วเมื่อกี้มันเงาอะไร ไวกว่าความคิดมือฉันเอื้อมไปบิดลูกบิด ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกกลิ่นเหม็นเน่าสะอิดสะเอียนอย่างรุนแรงก็ทะลักออกมา ฉันเอามือขึ้นมาปิดจมูกตามสัญชาตญาณ ฉันควรจะเดินกลับไปหรือลองเข้าไปดูซักหน่อยดีนะแล้วความคิดหลังก็ชนะ ฉันตัดสินใจยื่นไม้กายสิทธิ์ไปข้างหน้าเพื่อใช้มันส่องดู ลมพัดมาวูบนึงนั่นทำให้กลิ่นแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

          ปัง !!

 

          ประตูงับปิดอย่างแรงฉันตกใจจนปล่อยไม้กายสิทธิ์หลุดมือ ฉันค่อยๆ ก้าวเข้าไปอย่างช้าๆ เพื่อจะเก็บมันขึ้นมา มือฉันเอื้อมจะคว้า ...แต่ไม้นั่นกลับกลิ้งหลุนๆ ห่างออกไป แสงสว่างจากคาถาที่ฉันร่ายไว้เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันทำให้ฉันตกใจเข่าทรุดลงนั่งกองกับพื้นแทบสิ้นสติ !

ซากศพกองพะเนินระเกะระกะทั่วห้อง ศพที่ฉันเห็นถนัดที่สุดสวมชุดคล้ายกับทีน่า คอเธอหันมาอย่างผิดรูปหน้าตาเน่าเฟะลูกตาทะลักออกจากเบ้า น้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมาจากทุกส่วน หนอนตัวเล็กๆ เริ่มชอนไช กลิ่นเหม็นทวีคูณเมื่อฉันได้เห็นต้นเหตุของกลิ่น ฉันเอามืออุดปากเพื่อกันไม่ให้ตัวเองอาเจียน มากไปกว่านั้นเมื่อฉันเลื่อนสายตาไปด้านข้าง มีร่างๆ นึงตะคุ่มๆ ฉันเบิกตากว้างเพื่อปรับโฟกัสสายตา พระเจ้า ! นั่นมันคุณนายโอลิเวีย !! เธอหันมาแล้วยิ้มแสยะในมือมีซากเครื่องในหนึ่งในศพที่ถูกกองไว้ ปากเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและเศษเนื้อที่เปื่อยยุ่ย ฉันอ้าปากค้างก่อนจะบังคับให้ตัวเองลุกแล้วพุ่งตรงไปที่ประตู

 

          ครึ่กๆ ๆๆๆ ๆ ๆ

 

          ลูกบิดบิดไม่ออก !! เสียงแหบแห้งของคุณนายแค่นหัวเราะอย่างน่าขนลุก ฉันเริ่มควบคุมสติตัวเองไม่อยู่และเริ่มหายใจไม่ออก ความกดดันเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอดถาโถมเข้ามา ฉันหันไปมองคุณนายโอลิเวีย เธอค่อยๆ คลานตรงมาที่ฉันด้วยแขนที่ผอมแห้ง ฉันเขย่าลูกบิดเหมือนคนบ้า เธอคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ มือผอมๆ ที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อเอื้อมจะจับขาฉัน ฉันกรีดร้องอย่างคนเสียสติ ก่อนที่ประตูจะดีดผึงออก ฉันวิ่งออกมาด้วยแรงทั้งหมดที่มีแต่ก็ต้องหยุดชะงักแสงไฟจากคบไฟเล็กๆ แสดงให้เห็นว่าทางเดินก่อนหน้านี้เปลี่ยนไป กลายเป็นทางเดินชั้นใต้ดิน... ฉันหันกลับไปมอง ปรากฏเงาดำทะมึนร่างใหญ่กำลังลากขาเอื่อยๆ แล้วพยายามเอื้อมมือตรงมาที่ฉัน มันส่งเสียงครางอืออา ฉันหวีดร้องแล้วตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปข้างหน้าไม่เหลียวหันกลับไปมองอีก

 

          “ฉันเตือนคุณแล้วนะคุณแอชฟอร์ด ว่าอย่าขึ้นไปบนชั้นสอง แล้วฉันก็คิดว่าคุณน่าจะทำได้” เสียงเรียบๆ ดังขึ้น ทีน่า !! เธอยืนห่างจากฉันไปไม่กี่ก้าว สายตาเธอว่างเปล่าเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรก

 

          “พระเจ้าช่วย !!” ฉันร้องไห้โผเข้าไปกอดเธอพร้อมพูดไม่เป็นภาษาพยายามเล่าเรื่องที่ฉันพบเจอให้เธอฟัง แต่เธอกลับยืนนิ่ง...

 

          “ฉันเตือนคุณแล้วนะคุณแอชฟอร์ด ฉันชอบคุณมากนะ แต่ขอโทษ ฉันจำเป็นต้องทำมัน” กว่าฉันจะทันรู้ตัววัตถุแข็งๆ ก็ฟาดเข้าที่หน้าฉันอย่างจังและทุกอย่างก็ดับวูบไป....

 

 

--------------------------------------------------------

 

 

          ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับอาการเจ็บปวดที่ใบหน้าและศีรษะอย่างรุนแรงจนต้องร้องครางออกมา ของเหลวอุ่นๆ ไหลผ่านหน้า ร่างของฉันติดอยู่กับแผ่นไม้รูปทรงตัว X ที่คอ แขน ลำตัวและขาถูกตรึงด้วยอะไรบางอย่างจนฉันไม่สามารถขยับได้ ฉันกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่เหงื่อที่ผุดออกมาและปรับสายตาให้มองได้ชัดขึ้น ภาพตรงหน้าคือทีน่ากำลังขยุกขยิกยุ่งอยุ่กับหม้อปรุงยาขนาดใหญ่ ฉันพยายามมองสิ่งที่อยู่ในหม้อว่ามันคืออะไร และนั่นทำให้ฉันกรีดร้องขึ้นมาอย่างสุดเสียง !

 

            ศีรษะผู้หญิงที่ลืมตาเบิกโพลงลอยอยู่ในนั้น ถึงฉันจะพบเธอแค่เพียงครั้งเดียวตั้งแต่เข้ามาที่นี่ ฉันก็จำผมสีน้ำตาลมะฮอกกานีสลวยนั่นได้เป็นอย่างดี โซเฟีย !!!

 

            “จุ๊ๆๆๆ ๆ ไม่เอาน่า อย่าส่งเสียงไปเลยที่รัก ฉันแค่ปรุงยาเท่านั้นเอง เธอเองก็เคยบอกไม่ใช่รึ? ว่าเธอน่ะชอบปรุงยามากและฝันจะเป็นนักปรุงยาน่ะ ฮ่าๆๆๆ ๆ” ทีน่าหันมาพูดแล้วหัวเราะลั่น ฉันเสียวสันหลังวาบความตระหนกตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวสุดขั้ว ผมมวยที่เคยรวบตึงอยู่ตลอดเวลาหลุดลุ่ยออกมาไม่เป็นทรง ชุดที่เคยสะอาดสะอ้านเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เธอค่อยๆ คนอย่างเบามือราวกับกลัวส่วนผสมจะเปื่อยเร็วเกินไป

 

          “แก... แกจะทำอะไรฉัน !” ฉันตะโกนออกไป ทีน่าหันขวับมาเธอคว้ามีดกิโยตินคมกริบบนโต๊ะเดินตรงมาที่ฉัน

 

            “ฉันบอกแล้วไง ว่าแค่จะปรุงยา... แต่แกมันดันสะเออะไม่ฟังคำเตือนฉัน ! นังโง่ !! ฉันอุตส่าห์จะให้แกมาเป็นผู้ช่วยฉัน เฮอะ ! ทั้งที่แกจะผ่านการทดสอบในการเชื่อฟังคำสั่งฉันอยู่แล้ว แต่แกก็ทำมันพัง !!! แกคิดใช่มั้ยว่ายายแก่โสโครกกินศพนั่นเป็นเจ้าของบ้านนี้ ก็เพราะแกมันโง่ไง ฉันต่างหากล่ะ ฉันกับสามีสุดที่รักของฉันต่างหากที่เป็นเจ้าของที่นี่ !!! ”  ทีน่าตะโกนด้วยใบหน้าเหยเก

 

          “ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันขอโทษฉันจะเชื่อฟังคุณทุกอย่าง ได้โปรด” ฉันสะอึกสะอื้นอ้อนวอนจนฟังไม่ได้ศัพท์ซึ่งดูเหมือนทีน่าจะไม่ได้สนใจคำอ้อนวอนฉันเลยสักนิด ด้านซ้ายฉันมีกรงประหลาดตั้งอยู่ ...เงาดำทะมึนที่ฉันพบที่ทางเดินครางอืออา มันกุมหน้าเหมือนร่ำไห้อยู่ในนั้น มันค่อยๆ ปรากฏชัดเป็นชายร่างใหญ่เลือดท่วมตัวขาถูกตรึงด้วยตรวนคล้ายนักโทษ ปากถูกเย็บติดกันและไม่มีหนังตา ! ฉันแทบช็อกเมื่อได้เห็นวิญญาณที่ผู้คนเคยร่ำลืออย่างชัดเจนขนาดนี้

 

          “แกเงียบไปเลย เมื่อกี้แกเกือบจะช่วยมัน ! มันเกือบจะหนีไปได้ !! แกจะต้องโดนขังไปอีกนาน ไอ้โง่ ! ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” โอ ดวงวิญญาณนั้นพยายามจะช่วยฉัน แต่ฉันไม่รู้

 

          ทีน่าหันมาแล้วเดินมาใกล้ฉัน เธอจับเท้าของฉันให้อยู่นิ่งกับพื้น ฉันพยายามดิ้นทุรนทุรายแต่นั่นก็ไม่เป็นผลเพราะถูกตรึงไว้อย่างแน่นหนา มีดกิโยตินคมกริบถูกสับลงมากระแทกพื้นดังกึ้ง ! นิ้วเท้าทั้งห้าพร้อมใจกันกระเด็นออกไปคนละทิศละทางเลือดมากมายไหลกระฉูดออกมา

 

          “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ก !!!” ฉันกรีดร้องสุดเสียงด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวสุดชีวิต ทีน่าหัวเราะอย่างชอบใจก่อนจะโกยนิ้วทั้งห้าโยนลงในหม้อ ความเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ฉันได้แต่ภาวนาให้มันจบลงซักที ฉันกรีดร้องอย่างสิ้นหวังเมื่อการตัดสยองขวัญดำเนินต่อ ทีน่าหั่นร่างฉันเหมือนเนื้อบนเขียง เธอค่อยๆ ไล่สับตั้งแต่นิ้วเท้า ขา นิ้วมือ มือ แขน เนื้อชิ้นใหญ่ๆของฉัน ถูกโยนไปตรงมุมห้องซึ่งคุณนายโอลิเวียรอคว้ามันมาแทะอย่างสยดสยอง เสียงร้องฉันลดน้อยลงไปตามอวัยวะที่ถูกตัดออกไป ....สติฉันเริ่มพร่าเลือนเนื่องจากเสียเลือดมาก ทีน่าตบหน้าฉันอย่างแรง

 

          “แกจะยังตายไม่ได้ วัตถุดิบที่สดใหม่ มันจะให้ผลได้ดีกว่าเสมอ ฮี่ๆๆๆ แล้วไม่ต้องห่วงว่าแกจะตายหนีฉันไปได้ แกจะต้องอยู่เป็นดวงวิญญาณรับใช้ฉัน... ตลอดไป” ทีน่ากรีดและแหวกท้องฉัน ค่อยๆ ลากเครื่องในออกมา ทุกอย่างเต้นตุบตับแต่แผ่วลงทุกที กลิ่นคาวเลือดฟุ้งตลบอบอวล ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นคือดวงวิญญาณมากมายมองฉันด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย...

 

 

--------------------------------------------------------

 

 

          “คุณมิลเลอร์ คุณพร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่”

          “อ่ะ...ฮะ ว่าอะไรนะคะ... อ้อ วันนี้ค่ะ ฉันพร้อมเริ่มงานเลย” หญิงสาวผมสีดำขลับตอบด้วยความดีใจ ชายวัยกลางคนยื่นแผนที่ให้ก่อนจะวางเหรียญค่าเครื่องดื่มเอาไว้ ลุกเดินออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง...

 

 




#407865 หลังจากนี้ราตรีเสมอภาค

โพสต์โดย Wynifred Dieulafoy on 14 ธันวาคม 2016 - 04:00 PM

หลังจากนี้ราตรีเสมอภาค

W. Dieulafoy

 

giphy.gif

 

           เธอตื่นขึ้นในวันที่อากาศเย็นจัดราวกับจะกัดกินผิวเนื้ออันอ่อนแอที่ถูกปกป้องเอาไว้อย่างโง่ๆ ด้วยเศษผ้าปุปะที่เหมือนจะร้องออกมาในทุกวินาทีว่ามันไม่ต้องการทำหน้าที่ของการเป็นเครื่องนุ่งห่มอีกต่อไปแล้ว มืออันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งยกขึ้นจับเอาตะเกียงที่มอดดับไปเมื่อไรไม่ทราบได้ขึ้นมาพร้อมกับควานหาไม้ขีดที่ซุกซ่อนอยู่ที่ใดสักที่ภายใต้เสื้อรุ่งริ่งนั่น

 

           ไม่มีประกายไฟใดๆ จากไม้ขีดชื้นแฉะ...

 

           เสียงฝนไม้ขีดไฟยังคงดังต่ออีกสองสามครั้งก่อนที่เธอจะโยนมันทิ้งไปพร้อมเสียงถอนหายใจที่มีวลีบางอย่างตามมาติดๆ ก่อนที่ไฟในตะเกียงจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เท้าเปลือยที่กลายเป็นสีแดงจัดด้วยความหนาวเย็นย่ำลงบนพื้นหิมะที่สูงจัดจนทุกครั้งที่ย่างเหยียบมันจะทะลุลงไปจนถึงเข่าของเธอ เธอยังคงสร้างรอยเท้าทอดยาวออกไปราวกับไม่มีจุดหมายโดยมีตะเกียงเก่าคร่ำคร่าลอยตามไปอย่างเงียบๆ

 

           ต้นไม้หลายต้นกำลังยืนต้นตาย แสดงให้รู้แน่ว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจครึ่งหลังได้จบลงแล้วและเป็นอีกครั้งที่ไม่มีใครชนะกฎเกณฑ์ได้ แต่กระนั้นทุกฝ่ายก็ยังคงต่อสู้กันไม่จบสิ้น ตั้งแต่เธอเกิดขึ้นมาไม่มีปีใดที่จะไร้การชิงอำนาจจากสองขั้วฤดูอย่างโอ๊คและฮอลลี่ เธอเฝ้ามองทั้งคู่ต่อสู้กันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยรู้ดีอยู่แล้วผลจะเป็นเช่นไร ผลลัพธ์นั้นไม่ใช่ผลลัพธ์ของการแพ้ชนะหากแต่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว การแพ้ชนะจึงได้ออกมาอย่างเช่นทุกครั้ง - เราไม่อาจกำหนดโชคชะตา เพราะโชคชะตาได้กำหนดเราไว้อย่างไม่ปฏิเสธได้

 

           ฤดูหนาวคือการชิงอำนาจจากโอ๊คผู้เป็นที่โดดเด่นที่สุดในวสันตฤดู จากที่เคยแพร่กิ่งก้านเขียวชะอุ่มเหนือใคร พอเหยียบย่างเข้าศารทวิษุวัตใบที่เคยเขียวงดงามก็ค่อยๆ เปลี่ยนและร่วงโรยไป คงเหลือไว้แต่เพียงต้นสนและฮอลลี่ที่ยังคงทนทานต่อหิมะที่หนาวเย็นได้เป็นอย่างดีราวกับโอ๊คได้พ่ายแพ้ต่ออำนาจของฮอลลี่ แต่นั่นก็เป็นเพียงวัฎจักรเดิมๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอโดยที่ทั้งสองขั้วอำนาจตีความเอาว่าเป็นเพราะการสู้รบของพวกตน

 

           ช่างเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์

 

           เธอยังคงเดินต่อในความเงียบและเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง รอบข้างไม่มีสรรพเสียงใดๆ ไม่มีแม้แต่สัญญาณของการมีชีวิตจนกระทั่งแว่วเสียงเพลงบางอย่างกระทบเข้ายังโสตประสาทที่เกือบจะชาดิกด้วยความเย็น ทางทิศเหนือมีเสียงขับขานบทเพลงและควันที่เกิดจากเปลวไฟ

 

"ข้าเพียงพร่ำหาสีเขียวขจี

ท่ามกลางหิมะที่หาความอบอุ่นไม่มี

วานสายลมไปถามยูลที

จักอยู่ไปเช่นนี้อีกกี่ครา

 

ราตรีเนิ่นนานราวนิรันดร์

แสงตะวันมิตกกระทบกายา

วานสายลมไปถามยูลเถิดหนา

จักอยู่ได้อย่างไรหากสิ้นไร้แสงสุรีย์"

 

           เช่นกันกับตัวเธอที่ไม่ต่างอะไรกับโอ๊คและฮอลลี่ ไม่ว่ากี่ปีผันผ่านไปเสียงท่วงทำนองเพลงและการเต้นรำรอบกองไฟของกลุ่มคนระแวกนี้ก็จะยังคงดังเข้าสู่การรับรู้ของเสมอ เพื่อตั้งคำถามที่เธอไม่อาจให้คำตอบได้ เธอไม่อาจบอกพวกเขาได้ว่าเธอไม่ต้องการเป็นฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ ไม่ได้ต้องการทำให้ทุกสรรพสิ่งเข้าสู่นิทราอันยาวนาน ไม่ได้ตั้งใจให้สรรพชีวิตจำต้องยืนต้นตายเพื่อให้ผ่านความหนาวเย็น...

 

           ...ไม่ได้ต้องการเป็น "ยูล" ผู้เย่อหยิ่งหากแต่เพียงไม่อาจจะออกไปพบใครๆ ด้วยไร้ความกล้าที่มากพอ...

 

           ริมฝีปากเล็กขยับเอื้อนเอ่ยวาจาราวกับจะตอบสายลมที่กำลังพัดผ่านร่างให้กลับไปบอกพวกเขาด้วยประโยคที่เหมือนกันกับทุกปี ประโยคเดิมที่เธอมีอยู่ในความทรงจำตลอดมา

 

           "อีกไม่นานแค่เพียงเราหลับตา วงล้อแห่งชะตาจะนำพาท่านสู่จุดราตรีเสมอภาค" 

 

           ผู้คนต่างเฝ้ารอวันที่กลางคืนและกลางวันเท่ากันพอดี รวมถึงต้องการให้วันเวลาที่ราตรียาวนานกว่ารุ่งเช้าผ่านไปให้เร็วที่สุด เป็นเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในความทรงจำหรือความจริง ไม่มีฤดูหนาวคราใดที่จะแตกต่างไปจากนี้เลย

           

 




#375429 การเลือกเฉพาะกระทู้ที่ต้องการ

โพสต์โดย Mannabell Bromios on 17 พฤษภาคม 2016 - 07:15 PM

กระทู้นี้เป็น How To สำหรับแม่มดพ่อมดหน้าใหม่นะคะ สำหรับใครที่ปลูกผัก หาสมุนไพร หรือปรุงยา ต่างๆ นานา แล้วพบว่า ใน Page ของพื้นที่ทำงานทำการนั้นเต็มไปด้วยกระทู้ของผู้อื่นมากมาย ปะปนกับของเราไป

 

1_zpstxszuetc.png

 

และจะเป็นปัญหามากในการหากระทู้ของตนเอง สามารถทำตามง่ายๆ ดังนี้เลยค่ะ ^^

 

ให้คุณกดที่ "กำหนดเอง" แล้วจะมีกล่องขึ้นมาให้เลือก แล้วให้เลือกกล่อง แสดงชนิดกระทู้

2_zpsygdlt70d.png

 

จากนั้นกดเปลี่ยนเป็น "กระทู้ที่ฉันตั้ง"

 

3_zpsjamwntan.png

 

จากนั้นให้กดที่ "อัปเดตตัวกรอง" เพียงเท่านี้ Page ก็จะประมวลเอากระทู้ที่คุณตั้งขึ้นมาเรียบร้อยค่ะ

 

*สำหรับผู้ที่ทำงานในพื้นที่นั้นๆ ประจำ สามารถกดช่อง "จำตัวกรอง" ได้ค่ะ เมื่อกดแล้ว ทุกครั้งที่เข้ามาใน Page นี้ ก็จะแสดงกระทู้ที่คุณตั้งเท่านั้นค่ะ*




#289987 วิธีกดใช้ไอเทมเยอะๆ เร็วๆ แบบว่าเร็วแรงทะลุนรก

โพสต์โดย Mannabell Bromios on 04 ตุลาคม 2015 - 12:53 PM

หลายคนคงต้องการเงินจำนวนมาก วิธีง่ายๆ คือ ซื้อการ์ดเอลิเมนต์มาสุ่ม เพื่อเอาการ์ดไปขายใช่ม๊าา!

 

แต่ว่าเวลาจะสุ่มการ์ดทีนึงก็ต้องเปิดแท็บหลายๆๆๆๆๆ แท็บ แล้วกดปุ่มใช้ไอเทม หรือว่าเปิดแท็บ แล้วกดใช้ แล้วกลับมาเปิดใหม่ แล้วก็ใช้ไอเทม ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลายๆ คนคงรู้สึกขี้เกียจสินะ หึๆ

 

วันนี้เลยจะมาบอกสูตรโกง 55555

 

1.เปิดไอเทมที่จะใช้ขึ้นมา เช่น การ์ดเอลิเมนต์ หรือแม้แต่ เค้กหิน 

 

2.จากนั้น กดใช้ไอเทม

 

A9_zpsjt7kxy1e.jpg

 

3.ต่อมา จะมีหน้าต่างของระบบ Java ขึ้นแบบนี้

 

A10_zpsvaerfnnu.jpg

 

4.ต่อมาให้กด Enter รัวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สัก 30 วินาที หรือคิดว่านานพอค่อยปล่อย

 

โดยที่เวลาเรากด Enter ครั้งแรกจะเป็นการกดปุ่ม OK ที่หน้าต่างของ Java การกดปุ่ม Enter ครั้งที่สอง จะเป็นการกดปุ่มใช้ไอเทมของหน้าเว็บ ดังนั้น เวลาเรากด Enter รัวๆ คำสั่งมันก็จะสลับหน้าต่างไปมาไปมาไปมาไปมาไปมาไปมาไปมาไปมาไปมาไปมาไปมา และนั่น ทำให้เราสามารถเปิดใช้ไอเทมได้อย่างรัวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนั่นเอง

 

5.ถ้าขึ้นว่าผิดพลาด แปลว่าใช้ไอเทมไปหมดแล้วนั่นเอง

 

A11_zpsysbbjv1a.jpg

 

เอ่อ ง่ายจัง *0*




#259120 [ประกวด] หญิงร่อนเร่กับแม่มดนักสมุนไพร

โพสต์โดย Sherlock Senselessness on 19 มิถุนายน 2015 - 03:00 PM

_zpspokwwak9.png

mdmu-13.png

 

 

 

...ช่วยด้วย! ...ช่วยฉันด้วย! ...ใครก็ได้ช่วยฉันที!  

มันอยู่นั่น อย่าให้รอดไปได้!!!

 

B2E1I.gif

 

           ณ ป่านิทรา สถานที่ที่สมุนไพรเจริญเติบโต หน้าร้อนนี้สมุนไพรหลายตัวเติบโตเร็วมาก มีเต็มทั่วป่า 3 สาว นักสมุนไพร มินตรา เซลดา เรย์เชล ไม่พลาดที่จะมาเก็บสมุนไพรที่เธอชื่นชอบ 

 

" เก็บได้อะไรกันบ้างอ่ะ เราได้แมนเดรกมาหลายหัวเลย " แม่มดสาวในชุดคลุมที่ดำ สวมที่ปิดหูสีน้ำตาล ซึ่งซื้อมาจากร้านเสื้อผ้าของมาดามเชอร์ชี่ เพื่อป้องกันเสีียงจากแมนเดรก นามว่ามินตรา วางตะกร้าที่บรรจุแมนเดรกอยู่ภายในไว้สิบกว่าหัวไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่จะเดินไปหาเพื่อนๆ ที่มาหาสมุนไพรด้วยกัน 

 

" ได้หลายอย่างเลยล่ะ และฉันก็เจอสมุนไพรตัวใหม่ด้วย ฉันพึ่งจะเคยเห็น น่าเสียดาย ฉันลืมเอาสารานุกรมสมุนไพรมาด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงจะเปิดดูได้ว่าเจ้านี้คือสมุนไพรตัวไหน วันหลังฉันจะมาเก็บเจ้านะจ๊ะ " แม่มดร่างบางซึ่งชีวิตของเธอมีแต่สมุนไพร ชวนชี้ให้เพื่อนดูสมุนไพรตัวใหม่ที่เธอเจอ พร่างทำหน้าเสียดาย ก่อนที่ประโยคสุดท้ายจะหันไปพูดกับเจ้าสมุนไพร ราวกับสมุนไพรเข้าใจประโยคของเธอ ในขณะที่เพื่อนของเธอทำหน้ามึนงง

 

" เธอว่าอะไรนะ เซลดา " มินตราหันมาถามเซลดา เนื่องจากเธอไม่ได้ยินสิ่งที่แม่มดร่างบางพูด

 

" ฉันบอกว่า....เอะ เดี๋ยวนะ " เซลดายกมือขึ้นไปเหนือศีรษะของเพื่อน ก่อนที่จะดึงที่ปิดหูออก ตะกร้าซึ่งมีสมุนไพรอยู่ภายใน โดนหน้าแม่มดสาวเต็มๆ จนเธอจามอย่างแรงหลายครั้งติดกัน ฮัดชิ้ว!!!!

 

" เธอลืมถอดมันออกน่ะ พอดีฉันเจอสมุนไพรตัวใหม่ แต่เก็บไม่ได้เพราะฉันลืมเอาหนังสือมา วันหลังค่อยมาเก็บละกัน วันนี้ก็ได้เต็มตะกร้าแล้ว  แล้วไหน แมนเดรกของเธอล่ะ จะเอาไปปรุงยาไม่ใช่หรอ " เซลดาตอบคำถามเพื่อนอีกครั้ง  และถามถึงสมุนไพรที่เพื่อนหา

 

" อ่อ ฉันเอาไปวางไว้ตรงโค่นต้นไม้น่ะ เธอก็รู้ว่าเสียงของสมุนไพรตัวร้ายอันตรายมาก ฉันเลยเอาไปวางไกลๆ เพราะตอนนี้เจ้าสมุนไพรนั้นยังไม่หุปปากเลย แล้ว เรย์เชลล่ะ เธอเห็นเขาบ้างไหม" 

 

" ไม่เห็นนะ  คงไปเก็บสมุนไพรอยู่ทิศอื่นน่ะ " 

 

" ถ้างั้น เราตามไปด้วยดีกว่านะ เผื่อเธอหลงทาง หรือเก็บสมุนไพรมีพิษเข้า  เพิ่งจะมาเก็บสมุนไพรเป็นครั้งแรกด้วย " 

 

           ทั้งสองออกเดินจากอีกทิศไปยังอีกทิศที่ซึ่งคิดว่าเพื่อนของเธอไปหาสมุนไพร โดยไม่รู้เลยว่า ขณะที่เธอกำลังเดินไปมีอีกเสียงที่ร้องเรียกพวกเธอด้วยความสิ้นหวัง

 

 

B2E1I.gif

 

...อีกฟากหนึ่งของป่า อีกร่างหนึ่งวิ่งสุดกำลัง อีกห้าร่างไล่ตาม การไล่ล่ากำลังเกิดขึ้น

 

" ช่วยด้วย! ใครก็ได้ ช่วยฉันด้วย! "

 

            หญิงสาวร่างบางเสื้อผ้าขาดวิ่น กำลังวิ่งแบบที่ใครๆต่างเรียกว่า วิ่งป่าราบ เพราะป่าราบจริงๆ เธอกำลังวิ่งหนีอะไรบ้างอย่างอยู่  ถ้าใครเห็น คงคิดว่าเธอกำลังวิ่งหนีเสือ หรือสิงโต หรือหมาป่า แต่ใครเลยจะรู้ สิ่งที่เธอกำลังวิ่งหนีอยู่นี้ มีค่าเท่าชีวิตของเธอ เธอกำลังหนี นักล่าแม่มด เธอวิ่งมานานเท่าไรไม่อาจจะนับได้ ชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับก้าวที่วิ่งไป และความหวังของเธอก็เกิดขึ้น เมื่อเธอมองเห็นร่างร่างหนึ่งในป่า เธอตะโกนสุดเสียง แต่ยิ่งตะโกน ร่างนั้นก็ยิ่งห่างออกไป ร่างนั้นวางบ้างอย่างลงใต้โค่นต้นไม้ ซึ่งเสียงมันดังมาก ราวกับเด็กทารกห้าสิบคน ร้องพร้อมกัน เธอไม่อาจทนกับเสียงได้อีก จึงหยุดวิ่งและตะโกนเรียกร่างที่เห็น แต่เหมือร่างนั้นกำลังจะจากไป เธอไม่มีทางเลือก นอกจากตามร่างนั้นไป นั้นหมายความว่าเธอจะต้องเข้าไปยังวงเวียนของเสียงนั้น หลังจากรวบรวมกำลังแล้วออกวิ่ง เสียงที่เหมือนกับเสียงทารกห้าสิบคนร้องพร้อมกันดังเข้ามาในหู แก้วหูเธอไม่อาจรับซึ่งเสียงได้ไหว แก้วหูเธอแตก แต่เธอต้องวิ่งต่อไป เพื่อให้พ้นเสียง บัดนี้เธอรู้แล้วว่า เสียงร้องมาจากแมนเดรกสิบกว่าหัวในตะกร้าของร่างที่เธอเห็นวางเอาไว้ เธอวิ่งไปจนเห็นร่างสองร่างยืนคุยกัน  จนตอนนี้เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าว เรี่ยวแรงที่มีก็หมดลงประกอบกับอาการปวดแก้วหู ปวดหัว จนสุดท้าย มีเพียงคำพูดสิ้นหวังที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากแห้งแตก  " ช่วยด้วย " ก่อนจะหมดสติ นอนสลบอยู่กลางป่านิรา 

 

B2E1I.gif

 

" นั้นไง เรย์เชล " เสียงดีใจดังมาพร้อมเสียงก้าว ฉับ ฉับ  

 

" มาอยู่ตรงนี้เอง เราตามหาซะตั้งนาน สุดท้ายก็มาอยู่ที่ๆเราเคยอยู่กัน เธอดูอะไรอยู่อ่ะ " มินตราเอ่ยถามเพื่อนเสียงใส เมื่อเห็นว่าเพื่อนยืนหันหลังนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่ได้หันมาสนในพวกเธอ เรย์เชลกำลังดูอะไรบ้างอย่างดู มินตราและเซลดาเดินเข้าไปใกล้ๆ 

 

" เฮ้ย! ศพ " มินตราหลุดปากออกมาด้วยความตกใจ

 

" ไม่ใช่หรอกมินตรา ผู้หญิงน่ะ น่าจะเป็นแม่มดเหมือนพวกเรา ดูเหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บ มีเลือดออกจากหูด้วย เราทำให้เขาฟื้นก่อนดีกว่า " เซลดา แม่มดผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร จากการศึกษาด้วยตนเอง แต่ก็ไม่เคยใช้รักษาใครมาก่อน นอกจากจะเป็น เหล่าสัตว์เลี้ยงของเธอที่ป่วยเสียมากกว่า

 

"  เธอทำได้แน่นะเซลดา " มินตราอดไม่ได้ที่จะถามเพื่อน ถึงจะรู้จักความสามารถของเพื่อนเป็นอย่างดี ถึงจะเคยเป็นผู้ช่วยพยาบาลในตอนที่รักษาแมวป่วยมาครั้งสองครั้งก็นะ แต่นี้คือ คน ซึ่งเธอไม่แน่ใจเลยว่า เซลดาจะทำได้

 

" มาช่วยกันก่อน ยกหัวเขาขึ้น วางบนตักเธอ ให้หน้าเขาหงายไว้ ตายล่ะ! เรามีแต่สมุนไพรสดต้องใช้สมุนไพรแห้ง เราต้องพาเขาไปห้องพยาบาล "

 

" แต่วันนี้วันหยุดห้องพยาบาลปิดนะ " เรย์เชลซึ่งได้สติเอ่ยถ้วง

 

" ถ้าอย่างนั้นไปที่ห้องของฉันที่นั้นฉันมีอุปกรณ์พร้อม " 

 

B2E1I.gif

            

            ทั้งสามต่างช่วยกันพาร่างหญิงสาวกลับไปยังห้องพักของเซลดา เซลดาหิ้วปีกซ้าย มินตราหิ้วปีกกว่า เรย์เชลถือตะกร้าสมุนไพร ของเธอกับเซลดา โดยทิ้งตะกร้าของมินตราเอาไว้ เนื่องจากอย่างที่รู้กันว่า ในตะกร้านั้นมีอะไรอยู่  ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงกว่าที่ทั้งสี่จะมาถึงห้องพักของเซลดา มันเป็นห้องพักที่ไม่น่าจะเรียกว่าห้องพัก มันน่าจะเรียกว่ากระท่อม หรือ คลังสมุนไพร เสียมากกว่า ภายในเต็มไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เซลดาอุทิศครึ่งชีวิตให้กับสมุนไพรเหล่านี้ มีทั้งที่ตากแห้ง ที่บดไว้แล้ว ที่ยังสดอยู่ ต้มไว้ยังมี กำแพงของห้องเต็มไปด้วยชั้นวางขวดแก้วบรรจุน้ำยามากมาย กลางห้องเป็นโต๊ะตัวยาว ที่ซึ่งสำหรับวางสัตว์ที่เจ็บป่วยมา มันสะอาดอยู่เสมอ ครั้งนี้คงต้องเป็นที่วางร่างหญิงสาวคนนี้ละนะ 

 

" วางลงบนโต๊ะนั้นเลย ฉันจะไปเตรียมสมุนไพร ระหว่างนี้เธอคอยเช็ดตัว ทำความสะอาดเขาไปก่อนนะ " เซลลาสั่งการแล้วเธอก็เดินมาคว้าตะกร้าสมุนไพรจากเรย์เชล ก่อนจะหายเข้าไปยังส่วนของ ห้องครัว ซึ่งเป็นเหมือนสถานที่ปรุงยาของเธอเอง   

 

            ระหว่างที่รอเซลดาปรุงยาอยู่นั้น สองสาวก็ช่วยกันเช็ดตัวให้กับร่างที่นอนสลบอยู่ พร้อมๆกับตรวจดูบาดแผลตามร่างกายไปด้วย ร่างกายมีรอยขีดข่วนหลายแห่ง เกินจากการโดนกิ่งไม้บาด

 

" อากาศร้อนแบบนี้ไม่ดีเลย เช็ดแล้วตัวเธอก็ร้อนอีก ฉันกลัวว่าเธอจะมีไข้เอาได้ อากาศในหน้าร้อนมันร้อนทุกวันแบบนี้เลยหรือไงกันนะ " มินตราแม่มดใจร้อน อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

 

" เธอไม่ลองร่ายคาถาทำความเย็นดูล่ะมินตรา อากาศอาจดีขึ้นนะ " เรย์เชลพูดขึ้น หวังให้เพื่อนใจเย็นลง

 

" ไอซ์ บลูโวลาร์! " สิ้นเสียงคาถา อากาศภายในกระท่อมเริ่มเย็น เย็นลง เย็นลง และเย็นลง จนพวกเธอสั่น

 

" ฉะ ฉะ ฉัน นะ นะ หนาว ทะ ทะ เธอ ละ ลด มันลงหน่อย ดะ ดะ ได้ ไหม " เรย์เชลเอ่ยจนจบประโยค

 

" นี้พวกเธอทำอะไรกันน่ะ เดี่ยวเขาก็ได้เป็นไข้ตายหรอก แล้วดูสิ สมุนไพรแห้งๆของฉันชื่นหมดแล้ว โพฟูเร! "

 

            เซลดาออกมาจากห้องครัวมือถือช้อนคนยาออกมาด้วย เธอกำลังจะเดินมาหยิบสมุนไพรแห้งที่ทำไว้ ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนผสมของน้ำยา แต่ปรากฎว่า ห้องทั้งห้องกลายเป็นน้ำแข็ง เซลดาร่ายคาถาละลาย ไม่นานอากาศก็กลับมาอยู่ในอุณหภูมิตามเดิม สมุนไพรชื่นจนใช้การไม่ได้ เธอต้องทำใหม่ ในเวลาจำกัด  เซลดานำสมุนไพรที่ต้องการออกไปวางกลางแดด เพียงเวลาไม่นาน สมุนไพรก็แห้งจนใช้การได้ บ่งบอกให้รู้ถึงอุณหภูมิของหน้าร้อนโดยไม่ต้องใช้เครื่องวัดสภาพอากาศ 

 

          เวลาผ่านไปราว 2 ชั่วโมง เซลดาปรุงน้ำยาเสร็จเรียบร้อย เธอค่อยๆป้อนให้หญิงสาวกิน และปล่อยให้เธอพักผ่อน 3 ชั่วโมงต่อมา เธอฟื้นขึ้น ทั้งสามต่างกรูเข้าไปรอบโต๊ะ หญิงสาวค่อยๆลืมตาตื่น เธอไม่สามารถลุกขึ้นมานั่งได้ ความปวดหัวและปวดหูอันเนืองมาจากแก้วหูแตกยังคงอยู่ เธอไม่ได้ยินเสียงใดๆ เซลดาปรุงยาให้เธอกินเพื่อรักษาอาการแก้วหูแตกอยู่สี่วัน อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับ จนวันที่ 5 เธอสามารถได้ยินชัดเจน พร้อมที่จะพูดคุย

 

           หญิงสาวเล่าว่า

" ฉันมีชื่อว่า เฟย์วิช เป็นแม่มดอาศัยอยู่ดินแดนที่มีชื่อว่า การ์บาส ดินแดนของเธออุดมสมบูรณ์ มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย ทั้งพ่อมดแม่มด และ  มนุษย์ธรรมดา ที่นั้นแม่มดพ่อมดไม่รับการยกย่อง มนุษย์ธรรมดาเสียอีกที่ได้รับการยกย่อง ดินแดนของฉันมีพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่ด้วยกันไม่มาก และยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อ ฝนไม่ตกตามฤดูการ พืชผลไม่เติบโต อาหารเริ่มขาดแคลน น้ำในแม่น้ำของดินแดนเริ่มแห้งขอด แม่น้ำที่ทุกชีวิตใช้ดื่มกิน ใช้อาบ พวกเขาโทษว่าเป็นความผิดของพ่อมดแม่มด ที่กลั่นแกล้งดินแดน เสกให้น้ำหายไป หยุดฟ้าฝนไม่ให้ตกปล่อยโรคร้ายทำร้ายพืชพันธุ์ ทั้งๆทีพวกเขาเองเป็นคนใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟื้อย อาบน้ำวันล่ะ 5 รอบ เพียงเพราะว่าทนอากาศร้อนของหน้าร้อนไม่ไหว ใช้สารเคมีกับพืชผล แล้วเรื่องของท้องฟ้า แม่มดไปเกี่ยวอะไรด้วย พวกเราไม่มีอำนาจขนาดจะหยุดฝน ห้ามแสง หรือดับลม พวกเขาไม่ฟังอะไรเลย หัวหน้าดินแดนตั้งกลุ่มนักล่าแม่มด จับพวกเราทุกคนไปฆ่า ใครหนีออกจากดินแดน เขาก็จะตามล่า ฉันหนีออกมาได้ แต่แม่และน้องของฉัน ฉันไม่รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ไหม ฉันภาวนาให้เขาหนีไปได้ "

 

เฟย์วิช เล่าทั้งน้ำตา เรย์เชลและเซลดาน้ำตาคลอไปพร้อมกับเฟย์วิช มีเพียงมินตราที่กำลังใช้สมองคิดทบทวนเรื่องราว สังเกตได้จากท่าทางบนใบหน้าที่พันกันยุ่งเป็นเส้นดายหลากสี

 

" แล้วเธอ หนีออกมาได้ โดยมาที่โลกเวทมนตร์ เธอมาได้ยังไง " มินตราถามคำถามที่ติดใจเธอมานาน

 

" แม่ฉันเคยบอกว่า ยังมีดินแดนหนึ่งที่ชื่อว่า โลกเวทมนตร์ ที่นั้นมีพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่ ไม่มีการล่าแม่มด ฉันกับแม่เคยคิดจะย้ายมาอยู่ที่นี้ เราวางแผนกันว่าจะมาในช่วงหน้าหนาว แต่ก็ไม่ทันได้ย้าย ทันทีที่นักล่าแม่มดออกล่า แม่บอกฉันให้มายังโลกเวทมนตร์ แม่บอกว่า คนที่นี้จะช่วยเราได้ ฉันวิ่งมาตามทางที่ได้วางแผนเอาไว้ มีนักล่าแม่มดตามมา 5 คน ฉันหนีสุดกำลัง จนเข้าเขตป่า ฉันรับรู้แล้วว่า ฉันมาถึงโลกเวทมนตร์ พวกนักล่าแม่มดไม่กล้าที่จะเอามายังดินแดนนี้ และในตอนนั้นเองที่ฉันเห็น ร่างคนคนหนึ่งถือตะกร้าใส่แมนเดรก ฉันพยายามตะโกนเรียก แต่เหมือนเธอจะไม่ได้ยิน แล้วเธอก็เดินจากไป ฉันรีบวิ่งตามเธอ แล้วก็เจอเข้ากับ เสียงร้องของแมนเดรก ฉันเจ็บปวดอย่างที่สุด ฉันกัดฟันวิ่งตามเธอคนนั้นไป รู้ไหม ฉันตามเธอทัน เธออยู่กับเพื่อนอีกคน แต่ ฉันหมดเรี่ยวแรงที่จะเรียกพวกเขาไว้ และฉัน ก็ไม่รู้อะไรอีกเลย 

 

ถึงตอนนี้มินตรารู้แล้วว่า ร่างนั้นที่เฟย์วิชเห็นคือเธอ และเธอเองที่เป็นคนเก็บแมนเดรก เป็นสาเหตุที่ทำให้เฟย์วิชแก้วหูแตก มินตรารู้สึกว่า มันเป็นความรับผิดชอบของเธอที่จะดูแลเฟย์วิชให้ดีที่สุด

 

 " ฉันจะดูแลเธอเอง  เธอจะอยู่กับเรา จนกว่าเธอจะหายดี " มินตราหันไปพูดกับเฟย์วิช เรย์เชลและเซนดาเองก็พอจะรู้เหตุผล

 

" แล้วแม่กับน้องฉันล่ะ ฉันต้องไปช่วยพวกเขา " 

 

" เราจะไปกันเมื่อฤดูหน้าเวียนมาถึง อีกอย่าง ร่างกายเธอยังไม่แข็งแรง ถึงไปก็มีแต่ตายกับตาย ที่สำคัญ หน้านี้เป็นหน้าร้อน การเดินทางลำบาก ไม่ต่างกับเดินทางกลางทะเลทราย เธออยู่ที่นี้ดีกว่านะ " มินตราเอ่ยข้อสรุป ที่ทำให้เฟย์วิชต้องจำนน

 

ทั้งสี่ดูแลซึ่งกันและกันเสมอมา รอเวลาของฤดูหนาวที่จะมาถึง เพื่อที่จะได้ไปช่วยแม่และน้องสาวของเฟย์วิช สำหรับเฟย์วิชแล้ว ฤดูเดียวราวกับสิบฤดู มันนานแสนนาน ด้วยใจที่กังวล แต่เธอทำได้แค่รอ รอสักวัน วันของเธอ

 

- THE END -

หัวใจน้ำหมึก

เขียน

4227754150194367158.jpg




#139528 ตำราเรียนเอลฟ์ประจำบ้าน

โพสต์โดย Thieves' Bookstore on 21 มกราคม 2014 - 12:34 AM

--------------------------------//////////////--------------------------------

ตำราเรียนสถาบันเวทมนตร์และศาสตร์ชั้นสูงเอลฟ์ประจำบ้าน

--------------------------------//////////////--------------------------------

 

สั่งซื้อหลังจากได้สิทธิ์เข้าเรียนเอลฟ์ประจำบ้านและมีรายการหนังสือที่ต้องซื้อแล้วเท่านั้น

ทางร้านจะไม่จัดส่งให้ จนกว่าจะถึงฤดูกาลซื้อสินค้าครั้งถัดไป

 

 

bookofspells.jpghistoryofmagic.jpgtransform.jpgherbalist.jpgbookofhighpotions.jpgwhereofbeasts.jpgbookofstar.jpg

 

ราคาสินค้าสามารถตรวจสอบได้ด้วยการเลื่อนเมาส์ไปวางบนสินค้าที่ต้องการทราบราคา

 

----------------------------------

ภาพผลงานทั้งหมดมีลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต




#466952 เกมล่าอัจฉริยะ (เกมอัจฉริยะ) เดินหน้าท้าความเงียบ

โพสต์โดย Ernestopher Denzel on 01 ตุลาคม 2018 - 03:45 AM

        หลังจากที่มีการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก แล้วก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกอยู่หลายครั้ง จนกลายเป็นคำถามเดียวจากใครหลายๆ คนว่า "เร็วๆ นี้ จริงหรือ?" เพราะคนที่รอก็รอกันมานานเหลือเกิน บางรายอาจหนีหายไปแล้ว ไม่ก็ลืมกันเสียแล้ว แต่ถึงยังไงความตั้งใจที่อยากจะจัดกิจกรรมนี้ขึ้นอีกครั้งยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของผู้จัดอยู่เสมอ
 
        วันนี้ถือเป็นโอกาศดีที่จะได้มาตอบคำถามสำหรับหลายๆ คนที่ถามเข้ามา รวมทั้งพ่อมดแม่มดที่คุ้นเคยกันดีและพ่อมดแม่มดหน้าใหม่ด้วย ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้คือ กิจกรรม ซึ่งเดิมทีมีชื่อว่า "เกมล่าอัจฉริยะ" ถ้ายังจำกันได้เมื่อปี ค.ศ. 2014 ได้เปิดภาคแรกของกิจกรรมชุดนี้ไปในชื่อ "เกมล่าอัจฉริยะ : ทะยานสู่สมรภูมินักล่า" รูปแบบกิจกรรมอันเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยปริศนามากมาย นักล่าไม่อาจทะยานย่ำต่อไปได้หากพวกเขาไร้ความสามารถในการถอดรหัสลับสมรภูมิต่อสมรภูมิ แม้จะมีทีมเฮดคอยช่วยเหลือเหล่านักล่า แต่นักล่าบางคนถึงกับถอดใจถอนตัวออกจากกิจกรรมทั้งๆ ที่พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น (น่าเสียดายที่เขายังไม่ได้เข้าถึงความสนุก หรือเปล่า?) จนท้ายที่สุดก็มีนักล่าที่สามารถทะยานสู่สมรภูมิอัจฉริยะได้เป็นคนแรก นั่นคือ Ray Bell (ชื่อปัจจุบัน Ray Hunter)

 

        ความสนุกต่อเนื่องมาถึงปี ค.ศ. 2015 กับภาคที่สองในชื่อ "เกมล่าอัจฉริยะ : มโหระทึกศึกนักล่า" ซึ่งในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกิจกรรมหลายส่วน เริ่มตั้งแต่การนำทีมเฮดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันนักล่าที่มีความสามารถออกสู่สมรภูมิศึกในรูปแบบทีม โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจากพ่อมดแม่มดระดับแถวหน้าของโลกเวทมนตร์อย่าง Lesbelle bell (ชื่อปัจจุบัน Lesbelle Hunter) ทีมเฮดจากปี 2014 ปีนี้ขอสู้สมรภูมิศึกอีกครั้ง, มาพร้อมกับเธอผู้นี้ดีกรีระดับเจ้าของศาสตร์มากล้นด้วยศักยภาพอย่าง Qualcosa Hunter (ศาสตราจารย์), และเขาคนนี้ Clinton Forrester (ชื่อปัจจุบัน Bjorn Forrester) เข้ามาเสริมให้ทีมเข้มแข็งแกร่งในทุกสมรภูมิ นักล่าที่ด้อยศักยภาพจึงถูกเฮดของตนส่งไปพิจารณา ณ ลานประหาร เกมนี้คนฉลาดเท่านั้นที่จะอยู่รอด และนักล่าที่สามารถฟันฝ่าศึกใหญ่ครั้งนี้มาได้ คือ Reafin Mason สมาชิกจากทีมเฟลอร์

 

        แม้จะห่างหายกันไปนานแต่ขอรับประกันว่าปี 2018 กิจกรรมนี้จะหวนกลับมาอีกครั้งในชื่อ "เกมอัจฉริยะ ภาค เพลิงนรกสยบนักล่า" ถึงชื่อกิจกรรมจะถูกเปลี่ยนแต่ปริศนายังคงความสนุกสนานเช่นเดิม แล้วพบกัน

 


ปล. ขออภัยแกรนด์มาสเตอร์ทุกท่านครับ ที่นำโลโก้มาใช้โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขออภัยมา ณ ที่นี้

 

 




#350839 การแนบลิงก์โพสต์ที่ทำรายการเพื่อสั่งซื้อสินค้าของร้านเครื่องยา

โพสต์โดย Lesbelle Hunter on 13 มกราคม 2016 - 09:30 PM

การแนบลิงก์โพสต์ที่ทำรายการเพื่อสั่งซื้อสินค้าของร้านเครื่องยา

 

เห็นมีหลายคนเกิดปัญหาในการแนบลิงก์โพสต์ที่ทำรายการเวลาสั่งซื้อสินค้า อ่าน Patch Update แล้วไม่เข้าใจบ้างล่ะ อ่านข้ามขั้นตอนบ้างล่ะ ไม่อ่านบ้างล่ะ หรือทำไม่ถูกสักที วันนี้เลยจะมาแนะนำการแนบลิงก์โพสต์ที่ถูกต้องตามประกาศค่ะ

 

ในการสั่งซื้อหรือโอนสินค้าของร้านเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นที่เคาน์เตอร์สั่งซื้อหรือโอนสินค้าจะพบกับประกาศของทางร้านที่อ้างอิงจาก Patch Update : 18 มีนาคม 2558 ที่ระบุไว้ตัวสีแดงชัดเจนใต้ข้อความแจ้งไอดีที่ให้ชำระเงิน

 

TDxQmy0.png

 

เมื่อท่านทำการกรอกแบบฟอร์มการสั่งซื้อหรือโอนสินค้าเรียบร้อยแล้ว ให้คลิ๊กที่มุมขวาของโพสต์ที่มี #หมายเลขโพสต์ แล้ว copy ลิงก์ไว้ (สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก การนำลิงก์จากโพสต์มาใช้

 
o7BHIxx.png
 
จากนั้นเข้าไปที่ไอดี Apothecary  เพื่อโอนเงินค่าสินค้า (การโอนเงินศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่) จากนั้นให้ท่านเข้าไปยัง PM หลักฐานการโอนเงินของท่าน
 
0ZS4oCQ.png
 
แล้วนำลิงก์ทำรายการที่ copy ไว้โพสต์ลงในหลักฐานการโอนเงินของท่าน 
 

or6TW1z.png

 
เท่านี้เป็นอันเรียบร้อยรอรับสินค้าได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้ถูกต้องตามจำนวนและตามรายการสั่งซื้อด้วยนะคะ ย้ำอีกครั้ง! โพสต์ที่ทำรายการไม่ใช่กระทู้ปลายทางที่จัดส่ง และต้องแจ้งในโพสต์ถัดลงมาของหลักฐานการโอนเงินเท่านั้น ไม่ใช่แยก PM ฉบับใหม่มา ขอให้ท่านหมั่นศึกษาและติดตาม Patch Update ของทางการและ ประกาศของร้านเครื่องยา หรือร้านค้าอื่นๆ ด้วยค่ะ ^ ^
 
ปล. หากท่านก๊อปปี้แบบฟอร์มของลูกค้าคนก่อนหน้า ให้เช็คด้วยว่าลิงก์ปลายทางไปยังที่หมายถูกต้องหรือไม่ บางครั้งมันจะลิงก์ไปยังกระทู้ของคนก่อนหน้า แม้จะแนบลิงก์ของท่านถูกต้องแล้วก็ตาม แถบเครื่องมือและอื่นๆ สามารถศึกษาได้จาก คู่มือการใช้เว็บบอร์ด
 
สุดท้ายทุกคนต้องศึกษาด้วยตนเองก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่เข้าใจให้ถามผู้รู้หรือสมาชิกท่านอื่นๆ และต้องมีสติทุกครั้งไม่ว่าจะทำอะไร ขอบคุณค่ะ ^^



#125331 การนำลิงก์จากโพสต์มาใช้

โพสต์โดย Qualcosa Hunter on 14 ตุลาคม 2013 - 07:59 PM

การนำลิงก์จาก "โพสต์" มาใช้

 
บางคนเห็นหัวกระทู้แล้วแบบ "สอนไมว้าา รู้แล้วเฟ่ย ลิงก์ก็เอาจาก Address Bar ง๊ายย โด่วว"

 

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า โพสต์ กับ กระทู้ต่างกันยังไง ?
กระทู้นะคะ คือ หัวข้อ ข้อความ หรือเนื้อหา ที่ตั้งขึ้นเพื่อถาม หรือให้ร่วมกันอภิปราย
โดยในเว็บบอร์ดของเรากระทู้จะมีลักษณะแบบนี้คือ จะมีเนื้อหาและหัวข้ออยู่ รวมถึงชื่อผู้ตั้งกระทู้
และเป็นส่วนเนื้อหาที่ถูกโพสต์ลงในเว็บบอร์ดโดยตรง โดยมีไว้รองรับโพสต์ บรรจุโพสต์ที่จะเกิดขึ้น โดยผู้ตอบ

 

TuslMrD.jpg

 

 

ส่วนโพสต์ในเว็บบอร์ดจะเป็นเหมือนคำตอบ คำพูดต่างๆที่ถูกโพสต์ขึ้นในกระทู้ ซึ่งจะอยู่ต่อจากตัวกระทู้*เนื้อหาหลัก*
ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกัน คือมีเนื้อหา(เนื้อหาตอบเนื้อหาหลัก)

 

R0MlkNl.jpg
 

อาจจะอธิบายงงหน่อย พยายามเข้าใจละกัน T w T 
จากนั้นเรามาดูเนื้อหาหลักของเรากันที่บอกว่า ลิงก์จากโพสต์

 

6GM9dA7.jpg
 

ปกติแล้วเรามักจะนำลิงก์จากกระทู้ ซึ่งลิงก์จากกระทู้จะอยู่ที่ Address Bar เป็นลิงก์ที่ชี้ไปยังกระทู้กระทู้นั้น โดยไม่เจาะจงโพสต์ใดๆ

 
ต่อมาเป็นลิงก์โพสต์ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าลิงก์โพสต์เป็นเนื้อหาที่ถูกโพสต์ขึ้นในกระทู้ ซึ่งจะมีได้หลายโพสต์ในหนึ่งกระทู้
เราจะมีเครื่องมือหนึ่งที่เอาไว้หยิบเอาลิงก์ที่เป็นตัวชี้ไปยังเนื้อหานั้นๆโดยเฉพาะ
 

1. ให้มองที่โพสต์ที่เราต้องการจะนำเอาลิงก์มาใช้ จะพบกับหมายเลขโพสต์ที่อยู่ในลักษณะ #ตามด้วยตัวเลข > Fy9mAR8.jpg

2. เมื่อเราคลิกที่เลขนั้นจะปรากฎหน้าต่างขึ้นมา

 

pomYgKR.jpg

 

3. คลุมดำและมานำมาใช้ได้ตามปกติ มันจะระบุโพสต์ที่เราต้องการให้อัตโนมัติ




#507666 - Might as well be spring, me

โพสต์โดย Alyssia Norman on 25 กุมภาพันธ์ 2019 - 07:51 AM




Might as well be spring, me

by Alyssia Norman

ส่วนหนึ่งของ กิจกรรมเขียนมนตร์สุขสันต์รักกันข้ามปี

ในหัวข้อ "รักครั้งแรก"


Prologue


.


now playing : theme song
It might as well be spring - Ella Fitzgerald



Once upon a March of some years ago
At Florellia Flower Shop in Methrose Street, Covennia



"Surreal.. but nice"

- William Thacker, Notting Hill (1999)



I'm as restless as a willow in a windstorm, I'm as jumpy as puppet on a string.
I'd say that I had spring fever, but I know it isn't spring...


เมื่อมือบางผลักประตูร้านดอกไม้แสนธรรมดาที่ซ่อนตัวอยู่ลึกในตรอกแอสโทรเดียเข้ามา กลิ่นหอมหวานของลิลลี่เด่นนำมาเป็นกลิ่นแรกราวกับคำทักทาย เธอได้ยินเครื่องเล่นแผ่นเสียงบรรเลงเพลงที่คุ้นหู คิ้วเรียวโก่งคลายออกแสดงความผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศร้านช่างให้ความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก นัยน์แก้วตาสีอำพันไล่จับไปตามพื้นที่เล็กๆรอบร้านด้วยความสนใจ


...I am starry eyed and vaguely discontented, like a nightingale without a song to sing.
O why should I have spring fever, when it isn't even spring...


เสียงดนตรียังคงบรรเลงต่อไปอย่างเนิบช้า ร่างบางในเดรสกระโปรงผ้าโปร่งลายดอกไม้สีขาวสไตล์วินเทจเคลื่อนตัวไปในจังหวะเดียวกัน ขณะสายตายังทำงานเพื่อสำรวจสินค้าสีสันสวยงาม รองเท้าส้นสูงสีครีมเข้าชุดกันย่ำเดินหน้า ถอยหลัง และก้าวเยื้องย่างราวกับกวางสาว


...I keep wishing I were someone else, walking down a strange new street...


"And hearing words that I've never heard from a man I've yet to meet..." เสียงนุ่มหวานเอื้อนเอ่ยด้วยริมฝีปากสีเชอร์รี่ เธอหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งพนักงานประจำร้านอย่างที่ควรจะเป็น หญิงสาวเลื่อนมือไปแตะกลีบดอกไม้ที่เธอไม่ทราบชนิดซึ่งชูช่อตระหง่านชวนให้ทักทาย รอยยิ้มคลี่บนใบหน้าสวย ก่อนเธอจะสังเกตเห็นกริ่งที่ตั้งอยู่ข้างกับกระถางของมัน นิ้วเรียวจึงละจากดอกไม้ลงมาแตะวัตถุส่งสัญญาณแทน







...I'm as busy as spider spinning daydreams, spinning spinning daydreams

I'm as giddy as a baby on a swing...



เสียงดนตรีที่มอบบรรยากาศเพลิดเพลินในร้านทำให้ชายหนุ่มไม่ทันได้ยินเมื่อประตูหน้าร้านถูกเปิดออก เขายังคงวุ่นวายกับการจัดกระถางต้นไม้อยู่ที่หลังร้าน ห้องทำงานของเจ้าของร้านดอกไม้อยู่ติดกับหลังเคาน์เตอร์ซื้อขาย นัยน์ตาสีดำขลับภายใต้กรอบแว่นดูจริงจังและเคร่งคร่ำ จนกระทั่งกระดิ่งให้สัญญาณที่เขาตั้งไว้บนเคาน์เตอร์ดัง บ่งบอกได้ว่าลูกค้าคนแรกของเขาในเช้าวันนี้ได้มาถึงแล้ว ชายหนุ่มวางมือจากงานตรงหน้าอย่างไม่มีทางเลือกนัก เขาไม่อยากให้ลูกค้ารอนานจนออกไปจากร้านเสียก่อน



...I haven't seen a crocus or a rosebud, or a robin on the wing



มือหนาเช็ดทำความสะอาดกับผ้าที่แขวนข้างประตู ก่อนจะเปิดมันออกไปเพื่อพบกับลูกค้าที่รอหน้าเคาน์เตอร์ เสียงทุ้มเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มที่วาดขึ้นบนใบหน้า "ร้านดอกไม้ฟลอเรลเลียยินดีต้อนรับ..." ยังไม่ทันจบประโยค เพราะเมื่อเขาสบตากับเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ ความรู้สึกชาวาบไหลไปทั่วร่างเพื่อหยุดการทำงานของร่างกายและระบบความคิด ทุกอย่างเงียบงันแม้กระทั่งเสียงเพลงที่บรรเลงอยู่ก็ไม่เข้าหูสักข้าง จนเสียงที่ดังที่สุดคือเสียงของหัวใจในอกที่เต้นด้วยอัตราไม่ปกติ

"...ครับ" เขาลงท้ายด้วยเสียงที่เบาหวิว หลุดลอยไปในอากาศ เพิ่งได้สติกลับคืนมาก็ตอนที่เธอเอียงคอสงสัย ดวงตากลมโตสีอำพันที่เขารู้จักดีเบิกกว้างขึ้นเช่นเดียวกับรอยยิ้มบนริมฝีปากบางสีสวย


"ถึงว่า.." เสียงหวานดังก้องอยู่ในหูของเขาไพเราะเสียจนท่อนที่ดีที่สุดของเพลงยังสู้แทบไม่ไหว



...But I feel so gay in a melancholy way, that it might as well be spring

It might as well be spring....



"รสนิยมดีขนาดนี้ มีแค่คุณคนเดียวอยู่แล้ว.. ไม่เจอกันนานเลยนะคะ"






.


Coming soon, at Theives' Bookstore






#290786 Patch Update : 6 ตุลาคม 2558

โพสต์โดย ผู้เยี่ยมชม on 06 ตุลาคม 2015 - 02:01 PM

เพราะจุดมุ่งหมายของระบบปรุงยารักษากันเอง ก็คือการกระตุ้นให้สมาชิกช่วยเหลือกัน พึ่งพาอาศัยกัน ยาที่หาซื้อได้เองจะมีราคาถูกกว่าซื้อตรงจากทางการ เพราะราคาที่ทางการกำหนดจำหน่ายนั้นแพงกว่าต้นทุนมากกว่า 10 เท่า ฉะนั้น ปรุงยารักษากันเองจะย่อมเยากว่านั่นเอง




#248680 [1st Rally] บริษัทช่วยเหลือเทพ (ไม่จำกัด)

โพสต์โดย Feliona Bishop on 20 พฤษภาคม 2015 - 10:38 PM


 

บริษัทช่วยเหลือเทพ (ไม่จำกัด)
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

เมื่อท่านเทพจอมยโสปรากฏกายต่อหน้าฉัน
พร้อมกับยื่นข้อเสนอ (แกมบังคับ)
ว่าจ้างฉันให้เป็นมัคคุเทศก์ส่วนตัวของเขา
 
นับตั้งแต่วันนั้น...
ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อว่า “หงเซียงอวี้”
ก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
 
ทีแรกฉันตกลงเพราะค่าแรงมันสูงชนิดใช้กี่ชาติก็ไม่หมด
แต่ตอนหลังเรื่องมันเป็นยังไงน่ะเหรอ...
 
ฉันก็ได้แต่คิดว่า...
ฉันไม่น่าหลวมตัวทำสัญญากับเทพองค์นี้ตั้งแต่แรกเลยน่ะสิ!

 

 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

สารบัญ

คลิกที่ดอกไม้เพื่อไปยังบทต่างๆ

 

บทนำ

 

บทที่หนึ่ง : ท่านเทพจอมอหังการ 

 

บทที่สอง : เงื่อนไขของเทพกับข้อแม้ของอิสตรี 

 

บทที่สาม : ลูกนกหัดบิน

 

บทที่สี่ : กำแพงหมื่นลี้

 

บทที่ห้า : บนปราการปาต๋าหลิง

 

บทที่หก : วัดถานเจ้อ

 

บทที่เจ็ด : สาวน้อยหน้ากากงิ้ว

 

บทที่แปด : เทพไร้สมญานาม

 

บทที่เก้า : เบญจมาศไม่ใช่ดอกไม้บอบบาง

 

บทที่สิบ : หายนะมาเยือน

 

บทที่สิบเอ็ด : ทวงความเป็นธรรม

 

บทที่สิบสอง : มอบพลังให้ฉันด้วย...เฮ่าเจี๋ย!

 

บทที่สิบสาม : เมื่อหนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบเอ็ดปีก่อน (ตอนจบ)

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

หากต้องการแสดงความคิดเห็น เชิญที่ “ห้องประพันธกร” เลยค่ะ

 


 
 

ห้ามผู้ใดคัดลอก ปรับปรุง แก้ไข นำไปเผยแพร่

หรือจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

 




#311941 Patch Update : 20 พฤศจิกายน 2558

โพสต์โดย ผู้เยี่ยมชม on 21 พฤศจิกายน 2015 - 12:44 PM

เหมือนการเมืองในทวีปแอฟริกาเลย คนรวยยิ่งรวยขึ้นไปอีก คนจนโดนขูดเลือดขูดเนื้อ  :p78:

 

 

ฝากแล้วได้ดอกเบี้ยหรือเปล่า?

 

ปล.

 

อ่านคอมเมนต์นี้แล้วเริ่มคิดว่า โลกเวทมนตร์ในอนาคต หากคนรวยยิ่งรวยขึ้นไปอีก คนจนโดนขูดเลือดขูดเนื้อ เหตุการณ์จะเป็นเช่นไร? จะเกิดการประท้วงที่นำไปสู่การปฏิวัติหรือไม่? และถ้าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาจริงๆแล้ว รัฐบาล เอ๊ย! แกรนด์มาสเตอร์จะทำเช่นไร อันนี้ต้องคอยติดตาม

 

ปล. อย่าใส่ใจกับความคิดเห็นของเราเลยนะ พอดีเห็นคอมเมนต์ของวาเลนแล้วเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา

 

ปล2. ที่เราพูดมาทั้งหมดนี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเศรษฐกิจหรือการเมืองในแอฟฟริกา (หรือเปล่า...? ไม่ค่อยแน่ใจ ทวีปนี้เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ เศรษฐกิจ หรือการเมืองมาก พอดีไม่ได้ใส่ใจ)

 

 

ส่วนตัวผมเองมองไม่เห็นว่ามันเป็นการขูดเลือดขูดเนื้อยังไงนะครับ เพราะ

 

1. เราต้องการกระตุ้นให้สมาชิกเลื่อนระดับขั้น จึงปรับเปลี่ยนสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของถุงเงิน ให้ขั้นต้องสูงขึ้นถึงจะซื้อได้ ไม่ได้หมายความว่าคนรวยเท่านั้นที่จะซื้อได้ เพราะปัจจุบัน เงิน 10,000 เพิร์ธ ไม่ได้หาได้ยากเย็นแสนเข็น หาสมุนไพรไม่นานก็ได้เงินเหมือนแล้วครับ หรือสุ่มการ์ดเอลิเมนต์ก็มีโอกาสได้การ์ดราคาสูงมากกว่า 1 แสนเพิร์ธ ในส่วนนี้ขึ้นกับการใช้ชีวิตของคนเราด้วยว่า "เกิดมาจนแล้วจะตายแบบที่จนอยู่" หรือ "เกิดมาจนแล้วไม่ยอมตายโดยที่จนอยู่" เป็นเรื่องของการหาเงินเพื่ออยู่รอดครับ

 

2. การซื้อถุงเงินเป็นความปลอดภัยของสมาชิกเอง ที่หากคุณมีถุงเงิน ความปลอดภัยจะมีมากกว่าเก็บเงินไว้ติดตัว ฉะนั้นอยากได้ความปลอดภัยต้องเลื่อนขั้น เป็นพ่อมดแม่มดขั้น 2

 

3. ดอกเบี้ยสำหรับผู้ซื้อถุงเงิน สงวนไว้กับผู้มีถุงเงินวีไอพี ซึ่งก็ต้องตอบโดยอ้างข้อ 1. อีกว่า หากคุณไม่ใช่สมาชิกที่เข้ามาเฉยๆ ร่วมกิจกรรมและดำเนินชีวิตตามเส้นทางของ Master of Sorcery เงิน 3 แสนเพิร์ธในการซื้อถุงเงิน VIP สามารถหาได้ในเวลาเพียง 1 เดือน ครับ

 

4. ผมมองว่าการที่คนจนโดนขูดเลือดขูดเนื้อใช้กับเคสนี้ไม่ได้ เพราะแกรนด์มาสเตอร์ยังไม่ได้ทำการขูดเลือดเนื้อเลยในส่วนของการเปลี่ยนแปลงนี้ครับ เราไม่ได้บังคับว่าต้องซื้อ อ้างอิงความหมายของคำว่า ขูดเลือดขูดเนื้อที่แปลว่า "เรียกเอาราคาหรือดอกเบี้ยเกินสมควร" ตัวเลขที่ตั้งขึ้นไม่ใช่ตัวเลขที่เกินสมควร แต่เป็นตัวเลขที่คนใช้ชีวิตและหาเงินปกติสามารถมีได้อย่างไม่ยากเย็นครับ