ไปที่เนื้อหา



Flinkanderegna

เป็นสมาชิกตั้งแต่ 01 ม.ค. 2019
ออนไลน์ ใช้งานล่าสุด วันนี้, 07:32 AM
*****

#516836 THE HEART FROM THE STAR ตำนานรักข้ามดวงดาว | บทที่ 1 คำสาปจากไอแดนิโก้

โพสต์โดย Flinkanderegna on 11 พฤษภาคม 2019 - 05:04 PM

7y9y9Vw.png

 

 

บทที่ 1  คำสาปจากไอแดนิโก้

 

          --- อีกสิบหกปีผันผ่าน ถึงกาลอวสานของบุตรี --- อีกสิบหกปีผันผ่าน ถึงกาลอวสานของบุตรี --- อีกสิบหกปีผันผ่าน ถึงกาลอวสานของบุตรี ---
 
          ชายวัยกลางคนลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงศิลาสีแดงขนาดใหญ่ที่ปูด้วยผ้าขนสัตว์สีขาวอ่อนนุ่ม ก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง เผยให้เห็นรูปร่างหน้าตาที่สง่างาม หล่อเหลา และคงความอ่อนเยาว์ไม่ต่างจากชายหนุ่มวัยยี่สิบปี อีกทั้งผิวพรรณที่ขาวผ่องใส และมีแสงสว่างคล้ายรัศมีแผ่ออกมา เส้นผมของเขาเป็นสีทองยาวประบ่า แทบจะกลมกลืนกับเสื้อสีขาวปักเลื่อมทรงหลวมที่สวมคู่กับกางเกงขายาวสีน้ำตาลอ่อน
 
          "ซิกฟรีด อยู่หรือเปล่า" เขาพูดเสียงฉะฉาน ดวงตาสีรุ้งมองไปทางประตูรูปโค้งทำจากมุกดาสลักลวดลายวิจิตร และมีบานจับรูปปลา
 
          เพียงพริบตาเดียวประตูก็เปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาสวมเสื้อสีดำคอปกตั้งและแขนยาวรัดข้อมือ คลุมทับด้วยเสื้อนอกคอลึกไร้แขนสีทองเหลืองแวววาวยาวคลุมสะโพก มีแถบคาดเอวสีน้ำตาล และสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลทับด้วยรองเท้าบูทสูง รูปลักษณ์ของเขาสง่างามยิ่ง เส้นผมและดวงตาสีดำดั่งนิล แต่อย่างไรก็ตาม รัศมีที่แผ่รอบตัวเขาก็ยังสว่างไสวน้อยกว่าชายที่นั่งอยู่บนเตียงหลายเท่า
 
          "มีอะไรหรือครับ ท่านอีรัสมัส" เขาถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
 
          "เอลิเซร่าอยู่ไหน" ชายที่นั่งบนเตียงถาม
 
          "อยู่ที่สวนออมอร์ฟี จะให้เราไปตามหรือไม่" ซิกฟรีดตอบ ก่อนจะถามต่อ
 
          อีรัสมัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ไม่เป็นไร เชิญท่านตามสบายเถิด ขอบใจ"
 
          ซิกฟรีดก้มหัวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนอันใหญ่โตมโหฬารซึ่งล้วนทำจากทองคำและอัญมณีชนิดต่าง ๆ อีรัสมัสยังคงนั่งอยู่บนเตียง ด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่ไม่อาจซ่อนเร้นความกังวลในดวงตา เสียงในความฝันยังคงดังก้องอยู่ในหัว และดังก้องมาเป็นเวลาเกือบสิบหกปีแล้ว
 
 
          ภายใต้ท้องฟ้าสีเหลืองนวล และปราศจากเมฆ คือสวนที่กว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ประกอบด้วยพื้นหญ้าที่ราบเรียบ ทางเดินที่ปลูกต้นไม้ไว้ตลอดแนว และแปลงดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้หลากสีสันส่งกลิ่นหอมอบอุ่นนุ่มนวลออกมา ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ และหญ้าทุกต้นล้วนมีแสงสว่างในตัวเอง ดูอ่อนนุ่ม และโปร่งแสง
 
          "ผลไม้เท่านี้คงเพียงพอแล้วนะจ๊ะ" เสียงหนึ่งดังมาจากบริเวณต้นผลไม้ขนาดใหญ่ ปรากฏรูปโฉมของผู้หญิงที่งดงาม แต่งกายหรูหราด้วยชุดกระโปรงยาวถึงข้อเท้า ทำจากผ้าไหมซาตินบางเบาสีฟ้าอความารีนประดับประดาด้วยคริสตัลแวววาว สวมรองเท้าส้นสูงทำจากแก้วสีเดียวกับชุด เธอมีผมสีบลอนด์เกล้าเป็นมวย ใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับหญิงสาวอายุสิบหกปี ดวงตาสีเทาอ่อน ผิวพรรณขาวเนียนผ่องใส อีกทั้งยังมีรัศมีสีนวลตาแผ่ออกมาด้วย
 
          ผู้หญิงคนนี้กำลังนำผลไม้ไปวางไว้ในกระเช้าขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นที่โล่งกว้างหลังแนวต้นผลไม้ริมทางเดิน นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนกำลังเก็บผลไม้อยู่ด้วย รูปร่างหน้าตาของแต่ละคนนั้นสวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุกคนแต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวหลากสี และเพียงพวกเขาชี้นิ้วไปยังผลไม้ที่ต้องการบนต้น ผลไม้ก็ร่วงหล่นลงมาให้ได้เก็บ จากนั้นจะมีผลไม้งอกออกมาแทนที่ผลเดิมทันที
 
          เมื่อทุกคนนำผลไม้ไปวางไว้ในกระเช้าขนาดใหญ่แล้ว ก็เดินมายืนรวมกันเป็นขบวน โดยมีกระเช้าผลไม้ที่ทำจากทองคำสลักลวดลายงดงามวางอยู่ข้างหน้า จากนั้นทั้งหมดก็หายวับไปกับตา
 
          "พวกท่านเก็บผลไม้ได้มากมาย จะตามเรากลับแล้วสินะ" เสียงไพเราะของใครคนหนึ่งที่แปลงดอกไม้พูดขึ้นทันทีที่ขบวนเก็บผลไม้มาปรากฏตัว ทว่าเจ้าของเสียงกำลังยืนหันหลังให้ เป็นผู้หญิงรูปร่างสะโอดสะองในชุดกระโปรงยาวสีชมพูโรสควอตซ์ ประดับคริสตัลและทองคำขาวส่องประกายแวววาวทั้งตัว ผมสีน้ำตาลสว่างของเธอเกล้าขึ้นและมีดอกไม้สดเล็ก ๆ ประดับไว้รอบมวยผม อีกทั้งยังมีรัศมีที่สว่างไสวกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่า
 
          "ใช่แล้วค่ะ" ผู้หญิงชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอความารีนตอบ พร้อมส่งรอยยิ้มแสนหวานให้ รอยยิ้มนั้นทำให้ผู้หญิงชุดกระโปรงยาวสีชมพูโรสควอตซ์หมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนเยาว์และสวยงามจนความงามของคนอื่น ๆ นั้นเทียบไม่ได้เลย ดวงตาสีฟ้าสดใส จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเป็นกระจับสีแดงระเรื่อตัดกับสีผิวที่ขาวผ่องใส และมือข้างหนึ่งถือช่อดอกไม้ไว้ด้วย
 
          "ท่านพ่อก็กำลังรอเราเหมือนกัน" เธอพูด ก่อนจะหันไปพยักหน้านิด ๆ ให้กับเหล่าบริวารซึ่งเป็นผู้หญิงหลายคนกำลังนำดอกไม้มาวางไว้ในกระเช้าขนาดใหญ่ซึ่งวางอยู่บนพื้นที่โล่งกว้างหน้าแปลงดอกไม้ "ทุกท่านกลับไปก่อนนะจ๊ะ เราจะตามไปทีหลัง"
 
          "ทำไมล่ะคะ" ผู้หญิงชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอำพัน ผมสีแดงเข้ม ดวงตาสีเขียวอมน้ำตาล และเป็นหนึ่งในผู้เก็บดอกไม้ถามอย่างแปลกใจ
 
          "เราอยากชมสวนระหว่างกลับ เดบาร่าห์" อีกฝ่ายตอบ
 
          "ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอไปด้วยนะคะ เพราะท่านอีรัสมัสคงไม่ชอบใจหากรู้ว่าบุตรีอยู่ข้างนอกตามลำพัง" ผู้หญิงชุดกระโปรงสีเหลืองเสนอแนะกึ่งขอร้อง บรรดาบริวารที่เหลือต่างพยักหน้าหรือส่งเสียงคล้อยตาม
 
          "ก็ได้จ้ะ" หญิงสาวไม่อาจปฏิเสธน้ำใจที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ได้
 
          หงส์สีขาวขนาดใหญ่และมีรัศมีสุกใสตัวหนึ่งบินลงจากฟ้าสู่พื้นมาหาพวกเขา บนหลังหงส์มีแท่นทองคำสามารถจุคนได้ถึงร้อยคน และมีบันไดทองคำยื่นลงมาให้ทุกคนสามารถเดินขึ้นไปนั่งได้ ผู้หญิงแปดคนช่วยกันยกกระเช้าดอกไม้และผลไม้ขึ้นมาวางไว้ ก่อนที่หงส์จะบินสูงขึ้นจากพื้นราวยี่สิบเมตร พวกเขาเหาะผ่านแปลงดอกไม้และต้นไม้นานาพันธุ์ ผ่านทุ่งนาขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้หญิงและผู้ชายหลายคนกำลังเก็บเกี่ยวผลิตผล นอกจากนี้ยังเหาะผ่านแม่น้ำขนาดใหญ่และเล็กสลับกันไปอีกหลายสาย น้ำในแม่น้ำทั้งใสมากและส่องประกายระยิบระยับ โดยในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำแต่ละสายมีประติมากรรมรูปทรงต่าง ๆ ประดับกระจายอยู่เต็มพื้นที่ บ้างก็ทำจากทอง บ้างก็ทำจากแก้ว บ้างก็ทำจากเพชร
 
 
          ห่างออกไปหลายกิโลเมตร มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปทรงเหมือนปราสาทห้ายอด ความสูงนับร้อยกิโลเมตร และทำจากทองคำส่องแสงสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ ประตูทางเข้าสลักลวดลายวิจิตร มีบานจับรูปหงส์ขนาดใหญ่ทำจากมุกดาสีขาวนวล ส่วนเสา ผนัง เพดาน และพื้นทำจากทองคำ ตกแต่งประดับประดาด้วยอัญมณีชนิดต่าง ๆ ดูสวยงามและเปล่งประกาย
 
          ภายในปราสาทสว่างไสวโดยไม่ต้องเปิดไฟ และมีหนึ่งร้อยชั้น หลังจากเดินผ่านห้องต่าง ๆ หลายห้อง ในที่สุดก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่จุคนได้หลายพันคน ภายในห้องมีแท่นรูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดทำจากทองคำตั้งอยู่โดยรอบประมาณสิบแท่น บริเวณฐานของแต่ละแท่นมีดอกไม้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม และส่งกลิ่นหอมอบอวลไปถึงบริเวณประตูปราสาท ส่วนบริเวณกลางห้องโถงมีผู้ชายนับร้อยคนกำลังนั่งเล่นดนตรีที่มีเสียงไพเราะเสนาะหู ขณะที่ผู้หญิงหลายร้อยคนกำลังเต้นรำอย่างเป็นระเบียบสวยงาม
 
          อีรัสมัสผู้เป็นเจ้าของปราสาทนั่งอยู่บนแท่นสามเหลี่ยมแท่นหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยเสื้อสีแดงโกเมนยาวคลุมสะโพก ประดับคริสตัลและทองคำส่องประกายแวววาว รอบคอปกตั้งสีขาวมีผ้าคลุมไหล่กำมะหยี่สีม่วงประดับลายทองคำพาดยาวไปถึงด้านหลัง คาดเข็มขัดหนังสีดำขอบทอง สวมกางเกงขายาวสีม่วงทับด้วยรองเท้าบูทสูง และสวมมงกุฎสีทองที่ดูกลมกลืนกับสีผม เขาดูสง่างามกว่าตอนอยู่ในห้องนอนหลายเท่า
 
          บนแท่นด้านขวาใกล้ ๆ เขาอีกสองแท่นมีคนนั่งอยู่ด้วย คนหนึ่งคือผู้ชายวัยกลางคนที่ดูอ่อนเยาว์และสง่างามพอ ๆ กับเขา สวมเสื้อสีน้ำเงินไพลิน ประดับคริสตัลและเงิน มีผ้าคลุมไหล่สีน้ำตาล คาดเข็มขัดสีน้ำตาลขอบเงิน สวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลทับด้วยรองเท้าบูทสูง และสวมมงกุฎสีเงินไว้บนเรือนผมสีดำขลับ ส่วนอีกคนหนึ่งคือชายหนุ่มผมสีดำขลับเช่นกัน สวมเสื้อสีเขียวเพอริดอตประดับคริสตัล คาดเข็มขัดสีน้ำตาลขอบเงิน สวมกางเกงขายาวสีขาวทับด้วยรองเท้าบูทสูง ไม่สวมผ้าคลุมไหล่และมงกุฎ
 
          "เอลิเซร่า" อีรัสมัสเอ่ยเรียกทันทีที่เห็นลูกสาวในชุดกระโปรงยาวสีชมพูโรสควอตซ์ส่องประกายแวววาวเดินเข้ามาในห้อง พร้อมด้วยบริวารจำนวนสิบกว่าคนถือถาดทองทำใส่แก้วน้ำผลไม้ และถาดใส่จานอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนทำจากธัญพืชและผลไม้ มีสีสันสวยงามน่ากิน
 
          "ท่านพ่อ มีเรื่องอะไรจะคุยกับลูกหรือคะ" หญิงสาวถาม ขณะที่เหล่าบริวารกำลังส่งอาหารและน้ำผลไม้ให้แก่ชายทั้งสามคนที่ฐานแท่นทองคำ
 
          "ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้พ่ออยากให้เจ้าได้พบกับโซนีดาส ลูกชายของอาเซ็ปติมัส อายุมากกว่าลูกแค่สองปี" ผู้เป็นพ่อตอบ ก่อนจะผายมือไปทางชายหนุ่มที่สวมเสื้อสีเขียวเพอริดอต เขามีรูปโฉมงดงาม เส้นผมสีดำขลับ ดวงตาสีน้ำเงินดูลึกลับ และมีรัศมีสว่างไสวพอ ๆ กับหญิงสาว
 
          "สวัสดีค่ะ ท่านอาเซ็ปติมัส" เอลิเซร่าพูดพร้อมกับย่อตัวถอนสายบัวให้ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ถัดจากอีรัสมัส ก่อนจะหันไปย่อตัวถอนสายบัวให้ชายหนุ่มอีกคน "ยินดีที่ได้พบค่ะ ท่านพี่โซนีดาส"
 
          เซ็ปติมัสยิ้มและพยักหน้าให้เธอ ในขณะที่โซนีดาสลุกขึ้นยืนแล้วโค้งตัวคำนับ "เป็นเกียรติที่ได้พบ เอลิเซร่า"
 
          "น่าเสียดายที่เราไม่ได้ให้ทั้งคู่พบกันตั้งแต่เด็ก" เซ็ปติมัสพูด ดวงตาสีเขียวเพ่งพินิจลูกชายที่กำลังมองหลานสาวอย่างหลงใหล
 
          "จะเสียดายทำไมเล่า ตอนนี้ก็ได้พบกันแล้ว จะสานสัมพันธ์กันอย่างไรต่อไปก็แล้วแต่พวกเจ้า" อีรัสมัสพูด ก่อนจะหัวเราะร่วนไปกับเซ็ปติมัส ส่วนโซนีดาสนั่งลงและส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้เอลิเซร่า
 
          หญิงสาวรู้สึกชินเสียแล้วกับการได้ยินและได้ฟังคำชมเกี่ยวกับรูปโฉมของตนนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดินแดนไอแดนิโก้จะมีแต่คนรูปร่างหน้าตางดงาม นอกจากนี้เธอยังจับสังเกตได้ว่า แม้พ่อของตนจะกำลังหัวเราะและมีท่าทางสนุกสนาน แต่ดวงตาของเขากลับดูเศร้า ๆ ชอบกล
 
          "หลานรัก มานั่งด้วยกันสิ" เซ็ปติมัสชวน "มาดื่มกินของอร่อย ๆ ฟังดนตรีเพราะ ๆ และดูการแสดงสวย ๆ ให้สุขสำราญกันเถอะ"
 
          "หลานขอเป็นคนที่ช่วยสร้างความสุขสำราญให้บ้างดีกว่านะคะ" เอลิเซร่าพูดพร้อมหันไปมองเหล่านักดนตรีและนักร่ายรำ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นระดับอก และกำมือเพื่อเป็นสัญญาณให้พวกเขาหยุด
 
          เมื่อทั้งห้องเงียบสนิทและปราศจากการเคลื่อนไหวใด ๆ แล้ว มือเรียวงามของหญิงสาวผายไปทางเปียโนสีขาวประดับลวดลายวิจิตรสีทองหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงมุมซ้ายของห้อง ทันใดนั้นเปียโนก็หายวับไป ก่อนจะมาปรากฏขึ้นที่พื้นตรงหน้าเธอ
 
          เธอนั่งลงที่เก้าอี้เปียโน โดยหันด้านข้างให้กับชายสามคนบนแท่นทองคำ ก่อนจะเริ่มบรรเลงดนตรีและร้องเพลง เสียงหวานใสของเธอก้องกังวานไปทั่วห้อง
 
"เมื่อดวงใจใฝ่และฝัน
ดุจตะวันพันแสงส่องมา
หากแม้นไกลเกินไขว่คว้า
คว้าเรื่อยไป...
หยุดกังวลหม่นและหมอง
ดั่งละอองล่องลอยผ่านฟ้า
สุขที่ใครต่างใฝ่หา
หาด้วยใจ...
ข้ามขอบฟ้าสุดทางเรื่อยไป
อาจมีผู้ใดต่างแดน
จักรวาลล้อมดาราจันทราคณานับ
สุดทางเรื่อยไป
อาจมีผู้ใดต่างแดน
กำลังไขว่คว้า...ความฝัน"
 
          เอลิเซร่าหยุดร้องเพลงสักครู่ แต่ยังบรรเลงเปียโนต่อไป จังหวะช้าที่แฝงความหนักแน่นของเสียงดนตรีสร้างความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมากให้กับผู้ฟัง ริมฝีปากฉ่ำวาวของหญิงสาวเริ่มขับร้องเพลงต่อไป
 
"ข้ามขอบฟ้าสุดทางเรื่อยไป
อาจมีผู้ใดต่างแดน
จักรวาลล้อมดาราจันทราคณานับ
สุดทางเรื่อยไป
อาจมีผู้ใดต่างแดน
กำลังไขว่คว้า...ความฝัน"
 
          ทันทีที่เสียงขับร้องและบรรเลงหยุดลง ก็มีเสียงปรบมือดังสนั่นห้อง เอลิเซร่าลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะผายมือเคลื่อนย้ายเปียโนกลับไปตั้งไว้ที่มุมห้องตามเดิม ดวงตาสีฟ้าสดใสหันไปมองชายทั้งสามคนบนแท่นทองคำ มีรอยยิ้มและแววตาเปี่ยมความชื่นชมบนใบหน้าของพวกเขา
 
          "เพลงอะไรหรือลูก" อีรัสมัสถาม
 
          "ไม่รู้สิคะ ยังไม่ได้ตั้งชื่อ" เอลิเซร่าตอบ พร้อมกับยิ้มหวาน
 
          "เจ้าแต่งเพลงนี้เองหรือ เพราะจับใจนัก" เซ็ปติมัสถามด้วยน้ำเสียงประทับใจ ขณะที่หญิงสาวพยักหน้ารับ เขาหันไปมองลูกชายราวกับจะขอความเห็นคล้อยตาม
 
          "ขอบใจ เอลิเซร่า พี่ชอบเพลงนี้" โซนีดาสพูด ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกหลงใหลเธอเพียงที่รูปโฉมเท่านั้นแล้ว
 
          เอลิเซร่าพยักหน้ารับอีกครั้ง จากนั้นก็หันไปแบฝ่ามือส่งสัญญาณให้บรรดานักดนตรีและนักเต้นรำทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
 
 
          "ท่านพ่อมีความลับอะไรจะบอกลูกคะ" เอลิเซร่าถามอีรัสมัส ขณะทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องนอนอันใหญ่โตมโหฬาร
 
          "ทำไมถึงคิดว่าเป็นความลับ" ชายผู้เป็นทั้งพ่อและเจ้าของห้องย้อนถาม
 
          "เพราะถ้าไม่ใช่ความลับ ท่านพ่อคงบอกลูกในห้องนั่งเล่นต่อหน้าคนอื่น ๆ ได้ ใช่ไหมคะ"
 
          อีรัสมัสใช้มือทั้งสองข้างจับไหล่ของลูกสาวอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มแปลกพิกลปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ลูกโตขึ้นมากเหลือเกิน พรุ่งนี้ก็จะอายุสิบหกปีแล้ว"
 
          "ท่านพ่อจะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดลูกคะ" เอลิเซร่าถาม พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ความจริงเธอไม่ต้องการอะไรจากเขาเลย เพราะคิดว่าตนเองมีทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว
 
          อีรัสมัสหยุดยิ้มอย่างไม่อาจฝืนต่อไปได้อีก ก่อนจะตอบด้วยเสียงสั่นเครือว่า "อะไรก็ได้ --- อะไรก็ได้ ที่จะทำให้เราได้อยู่ด้วยกันจนกว่าพ่อจะตายจากเจ้าไป"
 
          "ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไรคะ" เอลิเซร่ารู้สึกงุนงงกับคำพูดที่ไม่ปกติของอีกฝ่าย
 
          อีรัสมัสลุกขึ้นจากเตียงศิลาที่ปูด้วยผ้าขนสัตว์อ่อนนุ่ม แล้วเริ่มเดินไปมาราวกับจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาดูวิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
 
          "เอลิเซร่า" ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจพูด "ตลอดเวลาสี่สิบห้าปีของพ่อ มีเพียงสองสิ่งที่ทำให้พ่อรู้สึกทุกข์ใจ สิ่งแรกคือการสูญเสียแม่ของลูก และสิ่งที่สองคือการรู้ว่ากำลังจะสูญเสียลูกไป"
 
          "สูญเสียลูก --- อย่างไรคะ" เธอถามด้วยความรู้สึกสงสัยอย่างถึงที่สุด เพราะเธอไม่เคยคิดจะจากลาเขาไปไหนเลย นอกจากนี้เธอก็รู้ว่าแม่ได้ตายไปตั้งแต่เธอเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ซึ่งโดยปกติชาวไอแดนิโก้จะไม่โศกเศร้ากับความตาย เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าคนตายจะได้ไปสู่สุขคติภูมิอย่างแน่นอน
 
          "มานี่เถอะ" อีรัสมัสเดินไปยืนอยู่หน้ากระจกตั้งพื้นทรงสี่เหลี่ยมหัวโค้งบานใหญ่และสูงกว่าตัวเขาเล็กน้อย กรอบกระจกทำจากไม้สักประดับทองคำ สลักลวดลายวิจิตรงดงาม และเมื่อเอลิเซร่าเดินตามมายืนอยู่ที่หน้ากระจกแล้ว ชายวัยกลางก็ยกมือขวาแบออกไปข้างหน้า
 
          ภาพเคลื่อนไหวปรากฏขึ้นในกระจก เป็นภาพของธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาสีเขียวขจีและมีหิมะปกคลุม บนพื้นดินเป็นทุ่งหญ้าและดอกไม้ มีทะเลสาบสีฟ้าสวยงามจับตากลมกลืนไปกับท้องฟ้าสีครามสดใสประดับปุยเมฆบาง ๆ สถานที่แห่งนี้ดูแตกต่างจากไอแดนิโก้ และถึงแม้จะมีความงดงาม แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าได้เพียงครึ่งหนึ่งของไอแดนิโก้
 
          ภาพเคลื่อนไหวขยายเข้าไปยังหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่กำลังเต้นรำและโอบกอดกันอย่างมีความสุข เอลิเซร่ามองด้วยสีหน้าตกตะลึง เพราะหน้าตาของชายหนุ่มคนนั้นเหมือนกับอีรัสมัสไม่ผิดเพี้ยน แต่รูปร่างเล็กเตี้ยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง และไม่มีรัศมีสว่างไสวแผ่ออกมา ส่วนหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาก็มีหน้าตาสวยงามน่ารัก ผมหยักศกสีน้ำตาล ดวงตาสีฟ้า ผิวขาวเนียน รูปร่างเพรียวบาง และมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน ทั้งสองคนแต่งกายแปลกประหลาด แตกต่างจากชาวไอแดนิโก้อย่างสิ้นเชิง
 
          จากนั้นภาพในกระจกเปลี่ยนไป กลายเป็นภาพบ้านไม้ทรงเหลี่ยมเล็ก ๆ ชั้นเดียวตั้งอยู่บริเวณเนินเขา และมีแม่น้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อภาพขยายเข้าไปในตัวบ้าน ก็เห็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนอีรัสมัสกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้อง ๆ หนึ่ง โดยมีทารกน้อยอยู่ในอ้อมอก ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงสาวคนเดิมกับที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ก็เดินเข้ามานั่งบนโซฟาข้าง ๆ เขา
 
          "ได้เวลาให้นมแล้ว ส่งลูกมาเถอะค่ะ" เธอพูดกับชายหนุ่ม ก่อนจะรับทารกน้อยมาจากเขา "ส่วนคุณออกไปก่อนนะ"
 
          "ทำไมล่ะเซลีน เราอยากเห็นช่วงเวลาอันแสนวิเศษระหว่างแม่กับลูกนะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
 
          "ไม่ได้ค่ะ ถ้าคุณอยู่ด้วย ฉันก็ไม่มีสมาธิ ช่วยออกไปก่อนเถอะนะคะ" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนยิ่งกว่า และหันไปหอมแก้มเขาฟอดหนึ่ง จนเขาต้องยอมแพ้
 
          แต่ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลุกขึ้นจากโซฟานั้น มีเสียงของผู้ชายอีกคนหนึ่งดังก้องขึ้นมา เป็นเสียงที่ทรงพลัง และแฝงความเกรี้ยวกราด
 
          "อีรัสมัส เจ้ากำลังทำอะไร รู้ตัวหรือไม่!"
 
          เขาหน้าซีดเผือด และนั่งลงไปบนโซฟาอีกครั้ง
 
          "ที่รัก เป็นอะไรหรือเปล่า" เซลีนถามพร้อมสีหน้าตกใจเล็กน้อย ในขณะที่เด็กทารกเริ่มร้องไห้
 
          "เจ้าทำให้เราผิดหวังมาก ไอแดนิโก้ไม่ใช่ดินแดนที่น่าอยู่สำหรับเจ้าอีกต่อไปแล้วสิ ถึงต้องหนีมาที่นี่"
 
          "ท่านพ่อ ลูกขออภัย แต่ลูกพบรักกับเซลีน" ชายบนโซฟาตอบเสียงเครือเล็กน้อย ก่อนจะมองภรรยา และคว้าเด็กทารกมาจากเธอ "นี่คือเอลิเซร่า หลานของท่านพ่อครับ"
 
          "ท่านพ่อ --- ท่านแม่" เอลิเซร่าพูดเสียงเบา สีหน้าตื่นตะลึง ดวงตาสีฟ้ายังคงจ้องมองภาพเคลื่อนไหวในกระจกต่อไป
 
          "อีรัสมัส คุณพูดกับใคร" ภรรยาสาวถาม ดูตกใจมากกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ยินเสียงที่เขาได้ยินเลยแม้แต่น้อย
 
          "เหลวไหล! สภาพของเจ้าตอนนี้มัวหมองยิ่งนัก ไหนบอกซิ ว่ากฎสำคัญที่สุดของไอแดนิโก้คืออะไร"
 
          อีรัสมัสก้มหน้า ก่อนจะตอบ "ห้ามไปมาหาสู่กับต่างแดน"
 
          "เจ้าเป็นผู้ดูแลกฎแท้ ๆ แต่กลับละเมิดเสียเอง แล้วจะมีปัญญาทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตามกฎได้อย่างไร"
 
          "ลูกผิดไปแล้ว เพราะฉะนั้นลูกขอสละความสุขจากไอแดนิโก้ มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดไป" เขาตอบเสียงลึกลับนั่น
 
          "ชาวไอแดนิโก้ทุกคนต้องการเจ้า แต่เจ้าเลือกที่จะทิ้งพวกเขา เพื่อมาเสวยสุขส่วนตัวงั้นรึ เจ้ากำลังทำให้ทุกคนผิดหวัง"
 
          "แล้วท่านพ่อจะให้ลูกทำอย่างไรครับ ในเมื่อคนรักของลูกอยู่ที่นี่" อีรัสมัสโต้แย้ง "ลูกยอมสละอำนาจและอิทธิฤทธิ์ทุกอย่างที่มี จะไม่กลับไปไอแดนิโก้อีก ท่านพ่อโปรดแต่งตั้งเซ็ปติมัสทำหน้าที่แทนลูกด้วยเถิด"
 
          "พ่อไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงกฎใด ๆ เจ้าก็รู้ กฎระเบียบทุกข้อมีมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล เจ้าเป็นลูกคนเดียวที่เกิดจากพ่อและภรรยาคนแรก และตอนนี้เจ้าก็ได้รับช่วงเป็นผู้ดูแลกฎต่อจากพ่อแล้ว อีรัสมัส เจ้าไม่มีทางเลือก ต่อให้ดื้อดึงอย่างไร ก็ต้องกลับไอแดนิโก้เดี๋ยวนี้"
 
          เสียงลึกลับฟังดูอ่อนลง แต่ยังคงความเฉียบขาด อีรัสมัสหันไปจับมือเซลีนอย่างสิ้นหวัง "ท่านพ่อหาเราเจอแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องกลับบ้านของตัวเอง"
 
          น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของเซลีน เธอโผเข้ากอดเขา "ไม่ --- คุณคะ อย่าทิ้งฉันกับลูกไป"
 
          เขาใช้มือข้างหนึ่งลูบผมของเธอเบา ๆ และจูบหน้าผากของเธอด้วยความรู้สึกปวดร้าว "เราไม่มีวันทิ้งท่าน เซลีน หัวใจของเราจะอยู่กับท่านตลอดไป"
 
          น้ำตาไหลอาบแก้มของหญิงสาว เธอเริ่มสะอื้นไห้ออกมา อีรัสมัสก้มลงมองเด็กทารกตัวน้อยที่ร้องไห้ไม่หยุดในอ้อมอก แล้วพูดว่า "พ่อรักลูกนะ"
 
          จากนั้นเขาก็อ้อนวอนต่อเสียงลึกลับ "ท่านพ่อ โปรดเมตตาด้วย อย่าพรากพวกเราจากกัน ท่านจะทอดทิ้งหลานของตัวเองได้อย่างไร"
 
          เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่เสียงลึกลับจะดังขึ้นต่อไป
 
          "และเพื่อเป็นการลงโทษที่เจ้าละเมิดกฎในฐานะผู้ดูแลมัน ---"
 
          "ไม่! ท่านพ่อ! ได้โปรด อย่าใช้การลงโทษนั่น!" อีรัสมัสรีบพูดเสียงดังและแหบพร่า
 
          "ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนกฎ และไม่มีใครได้รับการยกเว้นโทษ ขอให้รู้ไว้ว่าพ่อไม่ได้อยากทำเช่นนี้"
 
          เสียงลึกลับกล่าวอย่างแฝงความเมตตา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นทรงพลังตามเดิม
 
          "ด้วยอำนาจแห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ของไอแดนิโก้ ขอสาปให้ดวงวิญญาณของบุตรีถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในร่างกายของเด็กคนนั้น จะถูกพากลับไปยังดินแดนของบิดา อีกส่วนหนึ่งจะล่องลอยอยู่ในดินแดนของมารดา จนกระทั่งมีร่างกายที่เหมาะสมมารองรับ เกิดเป็นอีกชีวิตหนึ่ง"
 
          "ไม่!"
 
          "และเมื่ออายุของทั้งสองชีวิตครบสิบหกปีบรรจบกัน ดวงวิญญาณในดินแดนของมารดาจะถึงคราวแตกสลาย เมื่อร่างกายไร้ซึ่งวิญญาณก็จะเปื่อยสลายตามไป ถึงครานั้น ดวงวิญญาณส่วนที่เหลือในไอแดนิโก้จะไม่สามารถคงอยู่ต่อได้ จงจำไว้ อีรัสมัส --- อีกสิบหกปีผันผ่าน ถึงกาลอวสานของบุตรี"
 
          ภาพในกระจกดับวูบไป เหลือเพียงความเงียบงันที่ครอบคลุมรอบด้านของสองพ่อลูกในปัจจุบัน
 
 




#507537 THE HEART FROM THE STAR ตำนานรักข้ามดวงดาว

โพสต์โดย Flinkanderegna on 24 กุมภาพันธ์ 2019 - 07:23 PM

บทนำ
 
          ท่ามกลางความเวิ้งว้างไร้ขอบเขตของห้วงจักรวาล ดาวเดือนนับล้านดวง รวมทุกสรรพสิ่งที่ถูกลิขิตให้กำเนิดขึ้น กำลังดำเนินไปตามวิถีทางของมันอย่างเป็นระบบระเบียบ ทุกวินาทีจนกว่าจะดับสลาย และความพิเศษอย่างหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในทุกสรรพสิ่ง หรือที่เรียกกันว่า สิ่งมีชีวิต บนดวงดาวนับพันดวงก็กำลังดำเนินไปด้วยวิถีทางที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงใดก็ตาม ต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ วิถีแห่งความรัก เปรียบเสมือนน้ำทิพย์หลั่งรินชโลมจิตใจและกายา เป็นรากฐานสำคัญของการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างสันติสุข และยังก่อให้เกิดการผลิตลูกหลานสืบเผ่าพันธุ์ต่อกันมาชั่วกาลนาน
 
          แต่สิ่งมีชีวิตบนดวงดาวแต่ละดวงนั้นหารู้ไม่ว่า ดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล และเต็มไปด้วยความลึกลับที่ตนกำลังอยู่อาศัย แท้จริงแล้วแสนเล็กจ้อยกระจิดริด จนสามารถเปรียบได้กับละอองฝุ่นเม็ดหนึ่งในอวกาศเท่านั้น ห่างออกไปหลายล้านไมล์ ยังมีเพื่อนต่างดวงดาวที่ไม่มีโอกาสได้พบ เนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ระยะทางระหว่างดวงดาวที่ห่างไกลกันเกินกว่าระยะเวลาของสังขารจะสามารถเดินทางไปถึง และยังไม่มีการผลิตเครื่องช่วยใด ๆ สำหรับการนี้ได้สำเร็จ ดาวหลายดวงมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น ๆ ดาวหลายดวงมีมนตราเป็นเกราะคุ้มกันการบุกรุกจากดาวดวงอื่น ๆ และเปิดรับเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่ถูกเลือกแล้วเท่านั้น แต่ดาวอีกหลายดวงก็ตัดขาดจากดาวดวงอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง มีการสร้างมนตราปกปิดตนเสมือนว่าไม่เคยมีอยู่ หรือมีการใช้กฎหมายห้ามติดต่อกับดาวดวงอื่น ๆ
 
          อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดสามารถติดต่อสื่อสารกับผองเพื่อนที่อยู่ภายนอกดินแดนของตนได้เลย เพราะท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังมีบางจำพวกเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยเวทมนตร์ขั้นสูง หรือสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญา ซึ่งหาได้ยากยิ่งราวกับการงมเข็มในมหาสมุทร สามารถเอาชนะข้อจำกัดทั้งหลายของจักรวาลได้ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณที่เดินทางได้ไวกว่าแสง อยู่เหนือระยะทางและกาลเวลา ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยเวทมนตร์หรือภูมิปัญญาขั้นสูงกว่าที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งหาได้ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร ย่อมสามารถนำพาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณเดินทางไปยังดวงดาวต่าง ๆ ได้อย่างอิสระเสรี จึงเป็นที่มาของความรักอันไร้พรมแดนแห่งจักรวาล