ไปที่เนื้อหา



ประวัติศาสตร์โลกเวทมนตร์ โดย พ่อมดพเนจร


  • กระทู้นี้ถูกล็อก กระทู้นี้ถูกล็อก
มี 18 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 20 มีนาคม 2016 - 07:55 PM

hos-bookcover.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลความจากภาษาเซอร์ส ซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ของผู้วิเศษ

ภาษาที่ว่านี้มีการใช้อยู่ในช่วง 4100 ปีก่อนคริสตกาล

ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการนับปีศักราชที่รู้จักในภายหลัง

และใช้สืบต่อกันมาว่า

แกรนด์ศักราช (ก.ศ.)

ต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้เขียนด้วยภาษาเซอร์สทั้งหมด

ในชื่อของ

sorceriansong-serce2.png

ซึ่งเป็นบทกลอนที่เหล่าผู้วิเศษใช้ในการขับร้องเล่าขานเรื่องราวสู่กัน

และได้รับการบันทึกรวบรวมไว้โดยแกรนด์มาสเตอร์และเหล่าผู้วิเศษระดับสูงที่มีความรู้ความสามารถในการเขียนภาษาเซอร์ส

ปัจจุบันต้นฉบับ “ลำนำชาวซอร์เซอเรียน” เก็บรักษาไว้ในแกรนด์ทาวเวอร์

และมีการคัดลอกเก็บรักษาไว้อีก 6 เล่ม แยกรักษาไว้ในสังคมผู้วิเศษที่สืบเชื้อสายมาจากชนซอร์เซอเรียน

ซึ่งอาศัยอยู่คนละมุมโลกอย่างเงียบเชียบ เพื่อป้องกันการสูญหายของประวัติศาสตร์
 

 

 

 

 

 

(ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่ การขโมยมีโทษทางเวทมนตร์อย่างร้ายแรง)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

line.png

การบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ จะดำเนินภายใต้การนับศักราชแบบคริสต์ศักราช (ค.ศ.)

ซึ่งกลายเป็นศักราชกลางที่ทั่วโลกเข้าใจได้ ควบคู่ไปกับแกรนด์ศักราช (ก.ศ.) ของผู้วิเศษ

line.png

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               โลกไม่ได้มีเพียงมนุษย์และสัตว์ แต่ยังมีชนกลุ่มอื่นอีกมากมายที่ดำรงชีวิตและอาศัยโดยใช้แผ่นดินร่วมกับมนุษย์ บ้างอาศัยอยู่อย่างเปิดเผย บ้างหลบซ่อนตัว บ้างปรากฎแต่มนุษย์เลือกที่จะมองไม่เห็น (หรือไม่มีปัญญามากพอที่จะแลเห็น) บ้างกลมกลืนอย่างแนบเนียนในใดๆ ก็ตามที่มนุษย์มองว่าเป็น “ความปกติที่ยอมรับได้” และทั้งหลายเหล่านั้นจะโดน “นิยาม” และ “จำกัดความ” ด้วยปัญญาของมนุษย์จะไปถึงได้เท่าที่สามารถหรือได้รับอนุญาตให้ไปถึง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือ จิตวิญญาณ ซึ่งดำรงอยู่ในทุกที่ ตั้งแต่ขุนเขา ผืนน้ำ มนุษย์ สรรพสัตว์ ไปจนถึงหญ้า และสิ่งอันน้อยนิดจนมนุษย์มองข้ามจิตวิญญาณ

ผู้วิเศษหรือผู้ใช้เวทมนตร์ มีกำเนิดขึ้นมาอาจจะก่อนหรือหลังมนุษย์นั้นไม่แน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่ระบุได้อย่างชัดเจนก็คือ ลักษณะทางกายภาพของมนุษย์และผู้วิเศษมีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง แต่ก็อีก ความคล้ายคลึงกันนี้ไม่ได้หมายถึงชนผู้วิเศษเก่าแก่ที่เป็นรากของผู้วิเศษทั้งมวล…
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบาญ

line.png

 

บทที่ 1 การลำดับยุคสมัยของโลกเวทมนตร์

 

บทที่ 2 ก่อนเวทมนตร์จะอุบัติ

 

บทที่ 3 ยุคสมัยต่างๆ ของโลกเวทมนตร์

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Predynastic Period)

ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า (Old Grand Master Period)

 

บทที่ 4 วัตถุเวทมนตร์ทางประวัติศาสตร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

line.png

 

 



#2 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:39 AM

 

 

บทที่ 1

การลำดับยุคสมัยของโลกเวทมนตร์

 

line.png

 

 

            ประวัติศาสตร์โลกเวทมนตร์แบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัย คือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์, ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า, ยุคกระทรวงเวทมนตร์ และยุคแกรนด์มาสเตอร์ใหม่ ซึ่งเป็นยุคสมัยปัจจุบันของสังคมผู้วิเศษในซอร์เซอรี หรือโลกเวทมนตร์

 

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Predynastic Period) [ราว 9,300 - 7,000 ปีก่อนคริสตกาล (BC)] หมายถึงยุคสมัยก่อนการสร้างอารยธรรมผู้วิเศษ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาของการอพยพย้ายถิ่น ยังไม่มีการตั้งรกรากอย่างถาวร
     
  • ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า (Old Grand Master Period) [7,000 BC - ค.ศ. 2004] หมายถึงยุคสมัยหลังการตั้งรกราก และกำเนิดแกรนด์มาสเตอร์
     
  • ยุคกระทรวงเวทมนตร์ หรือยุคเกลเลียน (Ministry of Magic Period หรือ Galleon Period) [ค.ศ .2004 - 2014] หมายถึงยุคสมัยของการรับเอาอารยธรรมชนชาวยุโรปมาทดลองปรับใช้ในการปกครอง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้วิเศษปกครองกันเอง โดยมีแกรนด์มาสเตอร์เป็นที่ปรึกษา มีบทบาทรองลงมา)
     
  • ยุคแกรนด์มาสเตอร์ใหม่ (New Grand Master Period) [ค.ศ. 2014 - ปัจจุบัน] ยุคภายหลังการล่มสลายของระบบกระทรวงเวทมนตร์ที่ไม่สนองต่อพฤติกรรมของสังคมผู้วิเศษ จึงนำระบบปกครองโดยแกรนด์มาสเตอร์กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

 

การลำดับยุคสมัยของโลกเวทมนตร์อ้างอิงตามระบบการปกครองเป็นหลักในการแบ่งยุค ผ่านความทรงจำที่เก็บรักษาอย่างยาวนานนับแต่อดีต-ปัจจุบัน ของแกรนด์มาสเตอร์ และคณะรักษาและบันทึกความทรงจำ ทั้งนี้การลำดับยุคสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคกระทรวงเวทมนตร์ ได้มีคำเรียกยุคสมัยโดยอ้างอิงจากสกุลเงินของผู้วิเศษที่มีใช้ในขณะนั้นว่า ยุคเกลเลียน หมายถึงเหรียญทองคำที่มีค่าสูงสุดจากสกุลเงินอื่น ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ใช้ในยุคสมัยกระทรวงเวทมนตร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้เป็นเงินสกุลเพิร์ธอย่างปัจจุบัน

ความได้เปรียบของสังคมผู้วิเศษที่เหนือกว่าสังคมแวรี่ ก็คือความสามารถในการถ่ายเทความทรงจำและเก็บรักษาความทรงจำได้อย่างยาวนาน มีการค้นพบวัตถุเวทมนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความทรงจำมากมายหลายประเภท

เหตุนี้เอง เป็นต้นความเชื่อให้หมู่ผู้ไร้เวทมนตร์ยกให้ผู้วิเศษทั้งหลายเป็นผู้มีความรู้ มีปัญญาพิเศษ เพราะพวกเราสามารถบันทึกและจดจำเรื่องราวได้นอกเหนือกว่าการเก็บรักษาในสมอง
 

 

 

--
BC ย่อมาจาก Before Christ หรือก่อนคริสต์ศักราช

 

บทที่ 2 ก่อนเวทมนตร์จะอุบัติ >>


  • Samuel ถูกใจสิ่งนี้

#3 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:40 AM

บทที่ 2

ก่อนเวทมนตร์จะอุบัติ

 

line.png

 

                ย้อนสืบไปนับแต่โลกยังไม่ถืออุบัติขึ้น และเวทมนตร์ยังไม่ได้ส่งต่อขึ้นในโลก นี่คือคำถามที่มนุษย์และแม้แต่มวลผู้วิเศษมากมายก็ตั้งคำถาม เช่น “โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร” “ใครสร้างโลก” และอีกหลายคำถามที่เกินสุดขอบเขตความสามารถของมนุษย์ (อจินไตย) ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดคำถาม

สิ่งที่กำลังจะเปิดเผยนี้ก็คงไม่แตกต่างกัน… เมื่อคำถามที่ 1 ได้รับคำตอบก็จะผุดคำถามที่ 2 3 4 และเรื่อยไปอย่างไม่มีขอบเขตจะสิ้นสุด ไม่ต้องพูดถึงคำว่า “จริงหรือ?” ที่จะตามมาหลังคำตอบพวกนั้นด้วย

จงยอมรับก่อนว่า ปัญญาของมนุษย์และผู้วิเศษสามารถรับรู้ได้เพียงเท่านี้ อย่าคิดถามไปมากกว่านี้อีก เพราะคุณจะไม่มีวันได้คำตอบที่สิ้นสุด และหลายครั้งหลายหนที่หลายสิ่งอุบัติขึ้นโดยที่เหตุผลไม่สามารถนิยามได้

 

line.png

 

                นี่คือสิ่งที่แกรนด์มาสเตอร์ได้ถ่ายทอดด้วยสายตาสูงสุดของผู้วิเศษ เป็นเรื่องราวบอกเล่าว่าจุดเริ่มต้นของโลกเป็นอย่างไร

จักรวาลอันไพศาลและมีขอบเขตเป็นอนันต์กำเนิดขึ้นมาก่อนโลกและดวงดาว สิ่งแรกที่ดำเนินขึ้นในความมืดมิดก่อนจักรวาลก็คือ เวลา มันเคลื่อนไหวโดยไร้รูป และกำเนิดขึ้นมาก่อนสิ่งใดทั้งปวง

โลกอุบัติขึ้นภายหลังจากสิ่งสร้างอื่นๆ ที่ยากเกินกว่าจะหาตัวผู้สร้างได้พบ เราให้การกำเนิดของทุกสรรพสิ่งมีต้นเหตุมาจากจิตวิญญาณ จิตวิญญาณทั้งที่มีและไม่มีเหตุผลให้ปรากฎ แต่คงอยู่ก่อนโลกและก่อนมนุษย์

ทุกสิ่งอุบัติขึ้นในความมืด กระทั้งแสงแรกอันเป็นปฐมแห่งแสงทั้งหมดเจิดจ้าขึ้น สรรพสิ่งที่นิทราอยู่ในความมืดจึงเยื้องกรายตื่นขึ้นเป็นสีแสง และปรากฎให้เห็นในดวงตาแห่งจักรวาล ดุจดังผืนม่านถูกปลดเปลื้องเผยให้เห็นการแสดงของโรงละคร แสงแห่งปฐมจึงเป็นบิดาแห่งสรรพสิ่งทั้งมวลในจักรวาลที่กว้างไกลไร้จุดจบ

เวลา ให้กำเนิดจักรวาลขึ้นอย่างเชื่องช้า เวลาจึงเป็นมารดาของสิ่งทั้งมวลที่อุบัติขึ้น รวมถึง สุริยา และ จันทรา อนุแห่งแสงที่ปรากฎขึ้นภายหลัง ซึ่งมีหมู่ดาวเป็นเสมือนพี่เลี้ยงช่วยดูแลไปพร้อมกับกาลเวลา

โลกเป็นสิ่งสร้างที่เกิดขึ้นเสมือนการเฉลิมฉลองให้แก่ บุตร ธิดา ของกาลเวลาและแสงแห่งปฐม ทั้งสองรับมอบโลกเป็นของขวัญ และเล่นด้วยกันอย่างมีความสุข

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้นภายหลัง กาลเวลาจึงไม่อนุญาตให้พี่ชายซึ่งโตกว่าน้องสาวแนบชิดสนิทกันเกินไป เพราะแม้จะรักกันมาก แต่รัศมีแสงของพี่ชายก็พร้อมจะแผดเผาน้องสาวของตนได้โดยไม่ตั้งใจ จึงให้เห็นกัน และเล่นด้วยกันได้ในระยะห่างที่ปลอดภัย โลกจึงหมุนรอบตัวเองได้ เพื่อหมุนเวียนของเล่นชิ้นนี้ระหว่างทั้งสองอย่างทั่วถึง มีของขวัญอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่กาลเวลามอบให้ทั้งสอง เช่นเดียวกับที่มีพี่น้องคนอื่นๆ ที่ไกลเกินกว่ามนุษย์ (ณ เวลานี้) จะไปถึงได้รับของขวัญด้วย

การหมุนของโลกเพื่อสลับให้สองพี่น้องได้เล่นอย่างทั่วถึงนี้เองส่งผลให้เกิดกลางวันและกลางคืนในเวลาต่อมา

เมื่อพี่ชายและน้องสาวเห็นชอบร่วมกันว่าโลกควรรับรู้ถึงการมีอยู่ของทั้งสอง ตามความปรารถนาแบบเด็กๆ สุริยาและจันทราจึงแหวกเอาความมืดมิดให้จากไป พร้อมกับการให้กำเนิดจิตวิญญาณที่มีรูปร่างแรกแห่งโลก พวกเราเรียกขานจิตวิญญาณนี้ว่า “ผู้สร้าง” ซึ่งหมายถึง จิตวิญญาณผู้นำพาชีวิตชีวาให้อุบัติขึ้นบนโลก รวมถึงเวทมนตร์ที่แทรกซึมในทุกส่วนของโลก เวทมนตร์จึงเป็นกลไกให้โลกเคลื่อนไหว โดยมีจิตวิญญาณของผู้สร้างและสุริยากับจันทราคอยควบคุมอีกต่อ

โลกจึงมีชีวิตชีวาด้วยการเสกสร้างของทั้งสองและผู้สร้างทั้งสี่ สุริยาฉายแสงจ้าฝ่าความมืดให้เกิดเป็นกลางวัน เป็นเวลาเดียวกับที่ผู้ให้กำเนิดแสงอุบัติขึ้น ขณะที่ความมืดมิดถูกถ่ายเทไปทางน้องสาวซึ่งเยาว์วัยกว่าและรัศมีแสงไม่มากเท่าจึงไม่อาจขับไล่ความมืดทั้งหมดไปหายไปจากโลกได้ ทว่าก็มากพอที่จะทำให้กลางคืนไม่มืดมิด

ผู้สร้างของทั้งสองจึงเป็นตัวแทนความคิดของสุริยาและจันทรา

ด้วยว่าทั้งสองเปรียบเสมือนเด็กที่แข่งขันกันสร้างสิ่งใดก็ตามให้พิเศษและแปลกไปกว่าอีกฝ่าย บางครั้งก็สะกิดให้ของเล่นที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นแตกต่างไปจากเดิม บางครั้งการทะเลาะกันเล็กๆ ก็ส่งผลให้โลกเปลี่ยนแปลงไป เมื่อสุริยาแยกแผ่นดิน จันทราก็ขุดลากน้ำเข้ามา เมื่อสัตว์ตัวแรกกำเนิด ทั้งสองต่างผลัดกันปั้นให้เกิดสิ่งใหม่ๆ

ผู้วิเศษและมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในสิ่งสร้างของทั้งคู่ พวกเขาเป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นนอกขอบเขต เพราะสุริยาทำให้พวกเขาคิดได้ และจันทราทำให้พูดได้ การเรียนรู้และปัญญาจึงเริ่มต้นขึ้น ณ ตรงนั้น

จากการเล่นที่ผลัดกันสร้างอะไรให้แปลกเด่นกว่าอีกฝ่าย กลายเป็นความเพลินใจที่ได้มองว่าของเล่นของพวกเขากำลังทำ และคิดอะไร นั่นทำให้ในยุคหลัง (ตามเวลาของมนุษย์) จึงแทบไม่พบสิ่งมีชีวิตแปลกๆ อย่าง กอบลิน เอลฟ์ โทรลล์ มังกร หรือสัตว์ในเทพนิยายของแวรี่อื่นๆ อีกเลย (เราไม่ได้บอกว่าเทพนิยายประโลมโลกของแวรี่นั้นถูกต้องทั้งหมด เพราะหลายครั้งมันก็ถูกแต่งเติมจนแทบไม่เหลือความเป็นจริง และหลายครั้งที่ว่านี้อยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว และริษยาในสิ่งที่ตัวเองไม่มี)

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีขึ้นอีก หากแต่การกำเนิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบันทำให้ทุกสรรพสิ่งถูกมองผ่านสายตาวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์นี้เองทำให้สิ่งมีชีวิตวิเศษต้องอาศัยอย่างซ่อนเร้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจอย่างถึงที่สุดว่าจะไม่มีมนุษย์คนใดก็ตามมาค้นพบและเริ่มพรากชีวิตพวกมันไป เพียงเพราะความกระหายที่จะหาคำตอบในทุกสรรพสิ่งบนโลก

 

line.png

 

               วันเวลาได้ล่วงเลยมาหลายพันล้านปี ทว่าวัยของทั้งสองพึ่งจะล่วงเลยเข้าวัยรุ่น (เมื่อเทียบเคียงการเติบโตแบบมนุษย์) เพียงเท่านั้น จวบจนกาลเวลาล่วงเลยมาในอีกกว่า 10 สหัสวรรษ (กว่าหมื่นปี) ก่อนคริสตกาล ชนผู้วิเศษก็เริ่มปรากฎขึ้นนับจากนั้น ภายใต้คำที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้มีเวทมนตร์ว่าเป็น “บรรพบุรุษแห่งอารยชนชาวซอร์เซอเรียน”

หากคุณเป็นผู้ไร้เวทมนตร์ หรือที่พวกเราเรียกกันว่า แวรี่ แล้วบังเอิญได้พบหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้คุณได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ เราขอบอกอย่างซื่อสัตย์ว่า คุณไม่ต้องเชื่อทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้หรอก เพราะคุณจะไม่มีทางหาพวกเราเจอ แม้คุณจะชนกับขาโทรลล์เข้าอย่างจังคุณก็จะไม่รู้สึกสักนิดเดียว คุณจะไม่มีวันพบเจอเรา หรือรู้ว่าเป็นเรา ฉะนั้น โปรดอย่าตามหาเรา เพราะนั่นจะทำให้สายตาของคนแบบคุณมองว่าคุณเป็นบ้า เชื่อเถอะ
 

 

 

 

บทที่ 3 ยุคสมัยต่างๆ ของโลกเวทมนตร์ - ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Predynastic Period) >>

<<< บทที่ 1 การลำดับยุคสมัยของโลกเวทมนตร์



#4 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:42 AM

บทที่ 3

ยุคสมัยต่างๆ ของโลกเวทมนตร์

 

line.png

 

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Predynastic Period)

 

             ชนซอร์เซอเรียน (sorcerian) หรือบรรพบุรุษของผู้วิเศษ เริ่มต้นมายาวนานมากกว่า 10 สหัสวรรษ (10,000 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีรูปแบบการปกครองที่รู้จักกันภายหลังว่า ระบบแกรนด์มาสเตอร์ จึงเรียกรวมเหตุการณ์ก่อนการเริ่มต้นระบบแกรนด์มาสเตอร์ให้เป็น ยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งหมด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาก่อนการกำเนิดของแกรนด์มาสเตอร์ และยังไม่มีการใช้ภาษาเกิดขึ้นในหมู่ชนซอร์เซอเรียน เป็นช่วงเวลาที่พ่อมดแม่ดอพยพไปตามถิ่นฐานต่างๆ อย่างไม่เป็นหลักแหล่ง โดยส่วนใหญ่อพยพจากทางเหนือมุ่งตรงไปยังทิศตะวันออก ขณะที่บางส่วนแยกกระจายตัวออกไปในช่วงหลัง

ว่ากันตาม ดวงตาสูงสุด* ขณะนั้นผู้วิเศษมีรูปร่างสูงโปร่งกว่าในปัจจุบัน เรียกว่ามีสัดส่วนความสูงมากกว่าเป็นเท่าตัว และสิ่งที่แตกต่างอีกอย่างคือลักษณะการเดิน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ชนซอร์เซอเรียนเดินเน้นปลายเท้ามากกว่าปัจจุบัน ด้วยความที่ชนซอร์เซอเรียนยุคแรกกำเนิดขึ้นมาภายใต้การหลอมรวมของจิตวิญญาณจนเกิดเป็นกายแบบมนุษย์ ความไม่คุ้นชิ้นยังคงมีอยู่มาก เมื่อร่างกายมีน้ำหนักมาก แต่ระดับจิตละเอียดกว่ากาย จิตวิญญาณซึ่งเบากว่า ทำให้ร่างกายเสมือนลอยอยู่แต่เท้าจิกพื้น ลักษณะการเดินของชนซอร์เซอเรียนยุคแรกจึงเดินด้วยปลายเท้า เคลื่อนไปเสมือนลอยระพื้น สีผิวของผู้วิเศษนั้นเปล่งปลั่ง แม้ผิวดำก็ยังเปล่งปลั่ง เสมือนแสงเรืองของดวงดาว ทว่าไม่ใช่ดาว

เวลาเคลื่อนมายาวนาน ผู้วิเศษเริ่มเรียนรู้เวทมนตร์ในตนเองและในธรรมชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือ พวกเขาไม่ได้ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ที่ต้องการอาหาร และความอยู่รอด การเข่นฆ่ากันเองในหมู่ผู้วิเศษเริ่มต้นขึ้น ณ ตรงนั้น ความอดอยากและความอยู่รอดทำให้เกิดการต่อสู้กันเองในหมู่ผู้วิเศษ ชนซอร์เซอเรียนผิวขาวแบ่งแยกตนเองจากชนซอร์เซอเรียนผิวดำ ส่วนหนึ่งเพราะชนผิวขาวหวาดกลัวในอำนาจเวทมนตร์ของชนผิวดำที่สัมผัสคิดว่ามีอยู่มากกว่าฝ่ายตน การแบ่งแยกสีผิวจึงเป็นจุดเริ่มต้นการอพยพแยกทาง และพยายามกำจัดอีกฝ่ายเพื่อริดรอนเวทมนตร์ไม่ให้แผ่ขยายในเขตของศัตรู เพียงนึกคิดเวทมนตร์ที่ปรารถนาก็ปรากฎ เพียงหนึ่งคำธรรมชาติก็เคลื่อนไปตามสั่ง การเผชิญหน้ากับการต่อสู้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นจากการแบ่งแยกสีผิวที่ชัดเจน แต่ยังมีการต่อสู้ภายในด้วย
 
ด้วยเหตุที่ชนซอร์เซอเรียนบรรพชนไม่ได้เชี่ยวชาญในการควบคุมเวทมนตร์มากนัก และยังเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มากกว่าผู้รู้เวทมนตร์ การโกรธเล็กๆ ก็ส่งผลใหญ่หลวง เพราะไม่อาจควบคุมพลังที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ได้ การระเบิดอารมณ์ในแต่ละครั้งจึงหมายถึงการระเบิดของเวทมนตร์ทั้งที่มีในตัวผู้วิเศษและในธรรมชาติด้วย เหตุการณ์ร้ายแรงอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อชายผู้รักสตรีเดียวกันแย่งชิงหญิงสาวให้เป็นของตนและลงท้ายด้วยหญิงสาวระเบิดทุกอย่างโดยรอบเป็นผุยผง การต่อสู้นี้ส่งผลให้ชนผิวขาวเสียชีวิตมากกว่าสิบสองรายและทำให้ผืนป่าโดยรอบราบไปด้วยเปลวเพลิงและกลีบดอกไม้ป่า  

ว่ากันในแง่ของปริมาณประชากรแล้ว ช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์มีประชากรผู้วิเศษราวๆ สองหมื่นชีวิตเท่านั้น การสิ้นสุดเผ่าพงศ์ผู้วิเศษชนซอร์เซอเรียนที่หนึ่งมาถึง หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ภัยน้ำท่วมที่กวาดล้างสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก และทำให้เกิดโรคระบาดแผ่กระจายเป็นวงกว้าง ชนซอร์เซอเรียนที่หนึ่งจึงสิ้นสุดลงหลังจากนั้นไม่นาน

เมื่อเวลาผ่านไป ชนซอร์เซอเรียนที่สองก็ถือกำเนิดขึ้น ภายใต้จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติที่เรียกขานว่า บุรุษทมิฬ ณ ต้นไม้ทองคำแห่งโลก จิตวิญญาณแห่งคุณธรรมได้หลอมรวมกายขึ้นจากใบไม้ทองคำ และปั้นมนุษย์ผู้มีเวทมนตร์ให้เกิดขึ้นอีกครั้งจากก้อนดินใต้ต้นไม้ทองคำ ซึ่งภายหลังรู้จักในชื่อ “โททิลลาร์ (Thotilrah) หรือ ต้นไม้แห่งชีวิต” ซึ่งเป็นต้นไม้ทองคำที่ไม่มีวันตาย มันจะเติบโตและเคลื่อนกลับไปเป็นต้นอ่อนและวนแบบนี้เรื่อยไปอย่างยาวนานเกินกว่าชั่วคนจะนับไปถึง

ผู้วิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นโดยเป็นผลงานของบุรุษทมิฬ กำเนิดขึ้นอย่างงดงาม พวกเขามีผิวพรรณและเส้นผมเป็นสีน้ำผึ้งนวล แต่ละคนคลี่กายออกจากก้อนดินที่บรุษทมิฬฝังกลบเสมือนต้นอ่อนที่งอกออกจากเมล็ดพันธุ์ ผู้วิเศษเหล่านี้ล้วนมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน พวกเขาและเธอคลุมกายงดงามนั้นด้วยใบไม้ทองคำ สิ่งที่เหมือนกับชนซอร์เซอเรียนที่หนึ่งก็คือความสูง ที่ยังคงส่วนสัดเช่นเดียวกัน ชนซอร์เซอเรียนที่สองนั้นมีดวงตาเช่นมนุษย์ผู้ไร้เวทมนตร์ ทว่ามีแสงสีทองเป็นวงรอบม่านตา

วิถีผู้วิเศษของบรรพบุรุษชนซอร์เซอเรียนที่แท้จริงจึงเริ่มต้นขึ้นตรงนั้น ใต้โททิลลาร์ ณ เขตแดนตะวันตกสุดขอบโลก ที่ต่อจากนี้สืบไปจะเรียกขานว่า มาลคุธ
 
 
--
*ดวงตาสูงสุด อ่านเพิ่มเติมได้ในภาคผนวก

ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า (Old Grand Master Period) >> 

<< บทที่ 2 ก่อนเวทมนตร์จะอุบัติ



#5 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:45 AM


ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า (Old Grand Master Period)

           ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ภายหลังจากกลุ่มชนซอร์เซอเรียนที่สองเริ่มต้นสร้างที่อยู่อาศัยและตั้งรกรากในเขตเนินเขาที่อนาคตอีกยาวไกลจะเรียกกันว่า มาลคุธ (หมายถึงอาณาจักรเก่า)

การตั้งรกรากบนเนินเขามาลคุธเป็นไปอย่างเนิบช้า ผู้วิเศษเริ่มต้นเรียนรู้การใช้เวทมนตร์ และประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ทว่าประณีตบรรจง เครื่องนุ่งห่มในยุคแรกทำขึ้นจากใบไม้ใหญ่ หรือเสกคาถาให้ใบไม้มีขนาดใหญ่พอจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม ก่อนจะพัฒนาเป็นการถักทอด้วยใยพืช โดยใช้ความรู้ผ่านการสังเกตและเวทมนตร์เข้าช่วย งานถักทอง่ายๆ สำหรับทำเครื่องนุ่งห่มเป็นสิ่งที่ผู้วิเศษทำได้ก่อนมนุษย์ เครื่องใช้สอยจำพวกภาชนะทำขึ้นจากดินและหิน มีการใช้หินอ่อนบ้างในบางครอบครัว แล้วแต่ความสามารถในการหามาได้ในแต่ละคน

จากความช่วยเหลือของจิตวิญญาณธรรมชาติอย่างบุรุษทมิฬ ในการให้ความรู้และทักษะที่เพียงพอจะทำให้พวกเขาเอาชีวิตรอด และควบคุมพลังเวทมนตร์ของตนเองได้ ทำให้สังคมซอร์เซอเรียนเป็นไปอย่างสงบสุข

ก่อนที่บุรุษทมิฬจะจากพวกเขาไป เขาได้นำใบไม้ทองคำสีเขียวสดที่ร่วงโรยลงบนพื้น (โททิลลาร์เมื่อร่วงจะกลายเป็นสีเขียว) มาห่อก้อนดินและโยนขึ้นกลางอากาศ เป็นเหตุให้จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติทั้งสี่ถือปรากฎกายขึ้นภายใต้อาภรณ์สีทองสุกปลั่ง และบอกกล่าวแก่ชนซอร์เซอเรียนทั้งหลายว่า “นี่คือผู้ปกครองของเจ้า” ก่อนจะสลายรูปลักษณ์มนุษย์กลับสู่จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ

ในอดีตแกรนด์มาสเตอร์ยังไม่มีชื่อเรียกขานที่ชัดเจน* แต่ได้รับการยกให้เป็นเสมือนผู้นำชุมชน ชนซอร์เซอเรียนทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ด้วยตนเอง ผ่านสายตาของแกรนด์มาสเตอร์ ซึ่งสายตาของแกรนด์มาสเตอร์ทั้งสี่เป็นตัวแทนสายตาของสุริยาและจันทรา รวมถึงจิตวิญญาณชั้นสูงอื่นๆ เพื่อให้พวกเราได้มองเห็นสิ่งสร้างที่ทั้งหลายประดิษฐ์ให้ประจักษ์ชัดเจนขึ้น เพราะพฤติกรรมของสิ่งที่เรียกว่าซอร์เซอเรียนที่สอง เป็นตัวอย่างที่สร้างความเพลิดเพลินใจให้แก่บุตรและธิดาของกาลเวลาอย่างยิ่ง

แกรนด์มาสเตอร์มีความแตกต่างกับทวยเทพ พวกเขาต่างมีความเป็นอมตะไม่ดับสูญจนกว่าภารกิจจะลุล่วงสำเร็จ พวกเขาไม่อยู่ภายใต้การสวดมนต์ การวิงวอน การบูชา หรือแม้แต่การถวายควันกำยาน สิ่งที่แกรนด์มาสเตอร์มุ่งหมายและได้รับมอบหมายให้ส่งถ่ายถึงชาวซอร์เซอเรียนทั้งหมดคือ ความเคารพต่อธรรมชาติ ต่อจิตวิญญาณทุกระดับในธรรมชาติ

ด้วยว่าอายุขัยของชนซอร์เซอเรียนเดิมมีอายุขัยที่ยาวนาน ยาวนานจนทำให้เข้าใจว่าพวกเขาเป็นอมตะนิรันดร์ การเคลื่อนคล้อยเข้าสู่วัยชราของชนซอร์เซอเรียนเป็นเรื่องที่ไกลเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะรอเห็นไหว และการให้กำเนิดบุตรก็ใช้เวลายาวนานเช่นเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับชนซอร์เซอเรียนคือการกำเนิดบุตร ด้วยบุตรเป็นตัวแทนของห่วงโซ่ทางเวทมนตร์ที่จะส่งผ่านต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน และเป็นการส่งผ่านจิตวิญญาณของบิดาและมารดาถึงลูก ธรรมเนียมที่เริ่มต้นขึ้นมาก่อนหน้านั้นก็คือ เมื่อใดที่ชนซอร์เซอเรียนให้กำเนิดบุตรหรือธิดา พวกเขาจะฝังเมล็ดพันธุ์เพื่อให้มันงอกเงยขึ้นหนึ่งต้นด้วยเสมอ ด้วยเหตุที่สรรพสิ่งบนโลกอุบัติขึ้นด้วยจิตวิญญาณ การกำเนิดบุตรและการเติบโตของเมล็ดพันธุ์จึงเป็นการเพิ่มเติมจิตวิญญาณให้แก่โลกมากขึ้น จิตวิญญาณของธรรมชาติซึ่งไม่มีพิษมีภัยเป็นเสมือนเครื่องหมายและคำอวยพรให้ลูกหลานของพวกเขาที่เติบโตขึ้นภายใต้พลังดีจากต้นไม้ที่พวกเขาปลูก

เมื่อธิดาของชนซอร์เซอเรียนซึ่งกำเนิดภายหลังจากแกรนด์มาสเตอร์อุบัติขึ้น แกรนด์มาสเตอร์ทั้งสี่ได้ตั้งชื่อให้ธิดาผู้นั้นว่า อิกเทร (Eiktre) ซึ่งมีความหมายว่าการเริ่มต้น และตั้งชื่อให้บิดาว่า อัลเมนนิล (Almennil) อันหมายถึงจักรวาล และ สจาร์น่า (Stjarna) ให้เป็นนามของมารดาหมายถึงดวงดาว คำทั้งสามคำนี้ได้รับการบันทึกขึ้นในภายหลังในพจนานุกรมภาษาเซอร์ส เนื่องจากในขณะที่ให้กำเนิดอิกเทรยังไม่มีการเริ่มต้นใช้ภาษาผู้วิเศษหรือภาษาเซอร์ส แต่มีการตั้งชื่อและให้ความหมายมานับแต่นั้น และยังไม่มีการจัดระบบครอบครัวด้วยนามสกุล การเรียกขานบุตรหรือธิดาจะเรียกขานด้วยชื่อแล้วตามด้วยชื่อของบิดาสำหรับลูกชาย และตามด้วยชื่อมารดาสำหรับลูกสาว ในกรณีนี้ ชนซอร์เซอเรียนจึงเรียกอิกเทรว่า อิกเทรธิดาแห่งสจาร์น่า ซึ่งมีความหมายโดยนัยน์ว่า “การเริ่มต้นของดวงดาว”


--
*เกี่ยวกับแกรนด์มาสเตอร์นั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในภาคผนวก

<< บทที่ 3 ประวัติศาสตร์โลกเวทมนตร์ บทที่ 3 ยุคสมัยต่างๆ ของโลกเวทมนตร์ - ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Predynastic Period)

อ่านต่อ ว่าด้วยความตาย >>



#6 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:47 AM


ว่าด้วยความตาย

          ด้วยอายุขัยของซอร์เซอเรียนที่ยาวนานจนเรียกว่าเป็นอมตะ (ในมุมมองของมนุษย์ซึ่งมีอายุขัยสั้นกว่า) การจากไปแต่ละครั้ง จึงจัดด้วยพิธีกรรมยิ่งใหญ่ด้วยงานเฉลิมฉลองที่มากกว่างานเลี้ยงแสนเศร้าโศก (แม้ความจริงแล้วผู้ใกล้ชิดจะโศกเศร้ามากก็ตาม) เพราะชนดั้งเดิมเชื่อตามที่แกรนด์มาสเตอร์บอกว่าพวกเขาคือสิ่งสร้างจากสุริยาและจันทรา ให้เป็นผู้มีปัญญาและปรีชากว่าสรรพสัตว์อื่นๆ และการจากโลกใบนี้ไปของผู้วายชนม์คือการกลับคืนสู่จิตวิญญาณแห่งจักรวาล ไร้รูป ไร้ตัวตน แต่รายล้อมอยู่ในทุกที่ซึ่งพึงประสงค์จะไป จวบจนกว่าพวกเขาจะปรารถนาถึงการยุติการมีจิตวิญญาณ

ในแง่ความเข้าใจของมนุษย์นั้นการตายของซอร์เซอเรียนคล้ายคลึงกับการจากไปอย่างสงบ เพียงแต่รู้ล่วงหน้าและตระเตรียมได้พร้อมก่อนจากไป

ในแง่กายภาพ ด้วยอายุขัยที่ยาวนาน และสรรพสิ่งบนโลกเคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็ว มีการเสื่อมสภาพ สูญสลาย และแตกดับ อายุขัยหลายพันปีหมายถึงการแบกสังขารให้เคลื่อนคล้อยต่อไปอย่างเหน็ดเหนื่อยและทรมาน การตายจึงเป็นการปลดเปลื้องจากพันธะทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากโลก ให้คืนสู่โลก และหอบหิ้วจิตวิญญาณกลับคืนสู่จักรวาล
ด้วยเหตุนี้ทำให้พ่อมดที่มีเครายาวเป็นตัวแทนของผู้มีปรีชาสามารถ มีพลังเวทมนตร์ที่มากกว่าชนผู้วิเศษทั่วไป ด้วยกำเนิดและแลเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกมาอย่างยาวนาน รู้แจ้งและประจักษ์ในหลายสิ่งรอบตัวไปพร้อมกับกาลเวลาที่ล่วงเลยไป

ชนซอร์เซอเรียนไม่มีความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย การกลับคืนสู่อ้อมกอดของสุริยาและจันทรารวมถึงมารดรซึ่งเป็นกาลเวลาที่ไม่ดับสูญ หมายถึงการยุติบทบาททั้งปวง ไม่มีการเกิดใหม่ในที่อื่น ความตายเป็นการตัดสินใจเลือกแตกดับ และยุติการมีชีวิตและจิตวิญญาณ

ทว่าโลกที่คล้ายคลึงกับโลกหลังความตายของผู้วิเศษก็มีปรากฎขึ้นเช่นกัน แต่เป็นการท่องพิภพที่นอกเหนือไปจากโลก ว่ากันตามความจริงแล้ว จักรวาลไม่ได้มีเพียงโลกที่เป็นสิ่งสร้างของกาลเวลา และไม่ใช่เพียงที่เดียวที่สุริยาและจันทราได้รับเป็นของขวัญ ชนซอร์เซอเรียนบรรพชนหลายคนมีความสามารถในการท่องข้ามแดนต่างพิภพได้ และจำนวนคนที่ทำได้ก็มีน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณพ่อมดทั้งหมด พวกเขาเคยเล่าขานไว้ในลำนำแห่งการเดินทางว่า โลกซึ่งสร้างขึ้นด้วยกาลเวลามีทั้งหมด 7 โลก กอปรด้วย

  • โลกใบนี้ ที่พวกเขาเรียกขานว่า เบซิโค (Basico) เป็นโลกขั้นปฐม เป็นสิ่งสร้างชิ้นแรกที่กาลเวลามอบให้กับสุริยาและจันทรา ทั้งสองเสกสร้างทุกอย่างได้เอง ชอร์เซอเรียนเป็นสิ่งสร้างที่กำเนิดขึ้นจากการผสมเล็กผสมน้อยให้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อทั้งสองมอบความคิดและความรู้ให้แก่พวกเขา นับเป็นโลกที่มีความหลากหลายที่สุดเมื่อเทียบกับโลกอื่นๆ
     
  • ฮิวเมอร์ (Humur) โลกแห่งจิตวิญญาณ ที่ซึ่งจิตวิญญาณไร้รูปอาศัยอยู่และอบอวลไปด้วยสรรพวิญญาณโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นจิตวิญญาณของอะไร ว่ากันว่าฮิวเมอร์หนาวเหน็บและไร้ซึ่งอากาศ ปราศจากการเกิดและการตาย ฮิวเมอร์จึงเป็นที่อมตะแท้และสงบนิ่ง เป็นโลกซึ่งราบเรียบไม่ขรุขระและไม่เคลื่อนไหว
     
  • นูเอวาร์ (Nuevar) โลกแห่งความเขียวขจี ที่ซึ่งทั้งโลกถูกปูด้วยผืนหญ้าที่ความสูงลดหลั่นไปตามความปรารถนา ที่ซึ่งหมู่มวลสัตว์วิเศษและภูตอาศัยอยู่ ล้วนเป็นสรรพสัตว์ซึ่งไม่ปรากฎมีในเบซิโค ด้วยเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาเสกสร้างไว้อย่างประณีต ไร้ซึ่งสัตว์ดุร้าย นอกเหนือจากแนวทุ่งหญ้าเขียวขจี ยังมีต้นไม้สูงใหญ่ ซึ่งใบและกิ่งก้านโอบคลุมไกลได้กว่าภูเขา แต่กระนั้นเอง ภูตบางจำพวกก็มีความสามารถดุจเดียวกับชนซอร์เซอเรียนจำนวนน้อย ภูตเหล่านี้สามารถท่องไปยังแดนต่างๆ ได้ พวกเขาผลิตลูกหลานขึ้นในเบซิโค และภายหลังเรียกภูตเหล่านี้ว่า แฟมิเลีย (Familia)
     
  • แอสโทรดา (Astroda) โลกแห่งดวงดารา ที่ซึ่งเหล่าดวงดาวผู้เฝ้ามองโลกทุกใบอาศัยอยู่ แอสโทรดาเป็นเสมือนโลกอารักขาที่คอยเฝ้าดูโลกอื่นๆ อีกต่อ ในฐานะเป็นดวงตาของกาลเวลา ของสุริยา และของจันทราด้วย ตามที่เล่าขานและประจักษ์แจ้งผ่านภาพความทรงจำ ดาราทุกดวงมีรูปร่างสูงเพรียวคล้ายคลึงชนซอร์เซอเรียน ผิดแผกก็ตรงที่มีร่างสีเงินยวงและสุกสว่างกว่ามากนัก ดาราเหล่านี้เคลื่อนคล้อยรวดเร็วเป็นลำแลง จึงทำให้เป็นเป็นดาวตกเมื่อมองจากโลก ทั้งหลายต่างพูดคุยกันด้วยภาษาของดวงดาว ดวงดาวใดระยิบระยับด้วยรัศมีแสงที่มากกว่า เป็นที่เข้าใจได้แจ่มชัดว่าเป็นผู้นำดวงดาวอื่นๆ อย่างที่ชัดแจ้งและเจิดจ้าเหนือใครคือดาวเหนือ มหาดวงดาวที่ปกครองดวงดาวทั้งมวล ณ โลกแห่งนี้เนืองแน่นด้วยแสงสว่าง ผลึกแสงที่ส่องประกาย ความอุ่น และละอองแสงอบอวล แกรนด์มาสเตอร์กำเนิดจากโลกใบนี้
     
  • คัลฟาโต (Calfato) โลกแห่งดนตรีกาล เขตแดนซึ่งมหาคีตาบรรเลงและส่งผ่านท่วงทำนองการเคลื่อนไหวสู่จักรวาล ที่ซึ่งจิตวิญญาณจะบรรเลงคีตารสแห่งจักรวาล ที่ซึ่งขับกล่อมให้จักรวาลเคลื่อนคล้อยไปตามท้วงทำนอง จิตใจของมนุษย์ในเบซิโคเชื่อมโยงกับคัลฟาโตในภายหลัง เมื่อชนผู้มีชีวิตทั้งหลายบนโลกได้เรียนรู้ดนตรีกาล บทเพลงมหาคีตาก็แทรกซึมสู่เบซิโค ก่อให้เกิดสรรพเสียงที่หลากหลาย ทั้งที่งดงามและที่น่ากลัวได้คราเดียวกัน ด้วยว่าความกลัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อใดๆ ก็ตามที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ ความกลัวจึงส่งผ่านสู่บทเพลง ณ ที่ซึ่งมหาคีตาอันเป็นสุรเสียงที่เหนือกว่าคีตกวีใดทั้งปวง เมื่อเหล่าคีตกวีซึ่งไร้ลักษณ์บรรเพลงเพลง จักรวาลทั้งมวลจักเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้คัลฟาโตกำเนิดเกิดขึ้นก่อนเบซิโคและโลกอื่นๆ ด้วยเป็นโลกซึ่งกาลเวลาทำให้เกิดขึ้น ก่อนจะมอบเบซิโคให้แก่สุริยาและจันทรา ณ ที่แห่งนี้เองที่เป็นพำนักแรกของเหล่าเอลฟ์ชั้นสูงผู้ทรงสง่าและเป็นอมตะนิรันดร์
     
  • เวราโน (Verano) โลกแห่งอุดมคติ โลกซึ่งเปลี่ยนแปรไปตามความคิดและความปรารถนา ที่ซึ่งโลกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นที่ซึ่งวิญญาณบรรพชนซอร์เซอเรียนหลายคนปรารถนาที่จะไปให้ถึง เป็นเขตแดนแห่งโลกที่ใดๆ ก็ตามยังไม่ละทิ้งความปรารถนาจะโหยหาและต้องการมากที่สุด เมื่อโลกแห่งนี้แปรเปลี่ยนไปตามความคิด แน่นอนว่าความคิดที่ดีและชั่วร้ายจักเกิดได้อย่างเท่าเทียมกัน เวราโนเป็นที่รู้จักในกลุ่มชนชาวคริสต์ภายหลังว่า ลิมโบ (limbo) หากแต่ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจกันเสียทีเดียว และเวราโนจึงเป็นโลกที่เป็นนามธรรมมากที่สุด เมื่อเทียบตามความเชื่อเวราโนจึงเป็นได้ทั้งนรกและสวรรค์ ณ โลกแห่งนี้เป็นโลกใบเดียวที่ไม่คงรูปหากแต่มีสภาพเหมือนลาวาไหลเวียนหมุนวนอย่างไม่สิ้นสุด
     
  • เพอริอาโด (Periado) ที่ซึ่งเป็นเสมือนสวรรค์ตามความเชื่อของมนุษย์มากที่สุด เพอริอาโดเป็นสถานที่ซึ่งจิตวิญญาณมีรูปลักษณ์เป็นไปตามประสงค์อยากให้เป็นของจิตวิญญาณนั้นๆ เอง พวกเขาไม่มีกายหยาบ หากแต่รูปร่างแน่นหนาไปตามความละเอียดของจิต โลกเพอริอาโดแบ่งย่อยเป็นชั้นๆ ตามความละเอียดของจิต จิตวิญญาณที่มีความละเอียดที่สุดจะอยู่ ณ ใจกลางของโลก จิตแต่ละระดับขั้นไม่สามารถข้ามไปมาหากันได้ โลกใบนี้มีลักษณะดุจแก้วใสเสมือนลูกแก้วเจียระไนงดงาม ไม่ร้อน และไม่เย็น ที่ซึ่งจิตวิญญาณทั้งหลายเป็นอมตะจวบจนตัดสินใจเลือกที่จะแตกดับด้วยตนเอง ที่แห่งนี้สื่อสารกันด้วยจิตและความคิด  

 

การตั้งชื่อโลกแต่ละที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้วิเศษเริ่มต้นการใช้ภาษา ซึ่งในขณะนั้นยังไม่เริ่มการจดบันทึกหากแต่ใช้เพื่อสื่อสารถึงกันและกันเท่านั้น ด้วยว่าบรรพชนเราสามารถจดจำทุกอย่างได้แม่นยำและถี่ถ้วนกว่ายุคหลัง การจดบันทึกจึงกลายเป็นความจำเป็นที่น้อยนิด

การพบเจอโลกใบอื่น ส่งผลให้การตายของชนซอร์เซอเรียนมีความหมายสองรูปแบบ คือการแตกดับของจิตวิญญาณ และการออกเดินทางสู่โลกอื่นซึ่งมีอยู่จริง การท่องไปยังโลกอื่นพวกเขาต้องละทิ้งกายหยาบหรือร่างกายในโลกใบนี้ทิ้งด้วย เว้นแต่จะเป็นการถอดจิตเคลื่อนย้ายระหว่างภพระหว่างโลก

พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายนั้น ชาวซอร์เซอเรียนจะตระเตรียมเรือขนาดเล็กพอที่จะใส่ร่างตนเองลงไปได้ ตัวเรือจะทำขึ้นจากต้นไม้ที่ตายแล้ว (พวกเขานิยมเลือกหาต้นไม้ที่ตายแล้วไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานศพของตนเอง) นำมาแกะสลักด้วยลวดลายสวยงาม ซึ่งโดยมากจะสื่อความตายที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของพิธีศพ ดวงดาว สุริยาและจันทรา ขึ้นอยู่กับความประณีตที่แต่ละคนเลือกทำ แต่ก็มีหลายคนที่ตัดสินใจใช้ต้นไม้ทำเป็นเรือแบบเรียบง่าย พวกเราจะใช้เรือลำเล็กนี้ส่งร่างตัวเองไปยังท้องทะเล ที่ซึ่งเปรียบเสมือนผืนฟ้าบนโลกที่ตัวเราสามารถไปถึงได้ เพื่อให้วาระสุดท้ายของตนเองใกล้ชิดกับดวงดาวและจักรวาลมากที่สุด

เมื่อชนซอร์เซอเรียนจากไป กายของพวกเขาจะคงสภาพต่อได้ 7 วัน โดยไม่เน่าเปื่อย และหลังจากนั้นจะสลายหายไปเป็นอากาศธาตุ

 


<< บทที่ 3 ยุคแกรนด์มาสเตอร์เก่า (Old Grand Master Period)

ว่าด้วยกำเนิด >>



#7 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:49 AM

 

ว่าด้วยกำเนิด

 

           เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน “เวทมนตร์” สำหรับชนซอร์เซอเรียนมีการแบ่งแยกความหมายไว้ต่างกัน 2 รูปแบบ กล่าวถึงพลังแห่งธรรมชาติซึ่งอบอวลอยู่ตลอดจนสุดขอบของจักรวาลที่เป็นอนันต์ เป็นเวทมนตร์ซึ่งกำเนิดขึ้นมาก่อนจะมีสิ่งมีชีวิต และเวทมนตร์อีกรูปแบบคือเวทมนตร์ซึ่งได้รับมาจากการฝึกฝนและปฏิบัติจนเข้าถึงและรู้แจ้งในพลังซึ่งอบอวลในธรรมชาติ เวทมนตร์รูปแบบแรกจึงเป็นความดีงาม มีความจริงแท้ บริสุทธิ์ และไร้มลทิน ไม่มีความดำมืดใดกลืนกินหรือแทรกซึมทำลายได้ เมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านไป เวทมนตร์รูปแบบที่สองก็ปรากฎให้เห็นซึ่งกินเวลายาวนานหลายทศวรรษจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เวทมนตร์เหล่านี้ไม่เที่ยงตรง ไม่ผุดผ่อง แปรผันไปตามจิตใจ เพราะเวทมนตร์เหล่านี้มีผู้ใช้เวทมนตร์เป็นนาย ขณะที่เวทมนตร์รูปแบบแรกอันเป็นปฐมของเวทมนตร์เป็นนายเหนือหัวของผู้มีเวทมนตร์ทั้งหลาย

ชนซอร์เซอเรียนได้รับเอาเวทมนตร์รูปแบบแรกมา พวกเขาดำรงอยู่ในโลกโดยมีเวทมนตร์นี้ไหลเวียนอยู่ทั้งภายในและภายนอก พวกเราเรียกการใช้เวทมนตร์ว่าเป็นการหยิบยืม หรือวิงวอนจากธรรมชาติ ไม่สามารถบังคับหรือกำหนดชี้ทางเวทมนตร์เหล่านี้ได้ เวทมนตร์นี้จึงมีอานุภาพมากกว่าเวทมนตร์ใดๆ

ผู้วิเศษยุคแรกสามารถใช้เวทมนตร์ของจักรวาลและธรรมชาติได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไม้กายสิทธิ์ เราสามารถเสกสรรค์เวทมนตร์ขึ้นได้ด้วยฝ่ามือ ปลายนิ้ว หรือแม้แต่สายตาเพ่งมอง เพราะเวทมนตร์ของบรรพชนนั้นอบอวลอยู่ทุกหนแห่ง

บรรพบุรุษผู้วิเศษทั้งที่มีชีวิตอยู่และจากโลกเบซิโคนี้ไปแล้วต่างเป็นผู้มีเวทมนตร์ ที่ใช้เวทมนตร์เหล่านั้นเพื่อศิลปะ ความรู้ และการเข้าใจธรรมชาติ

เพราะชนซอร์เซอเรียนหลงใหลในศิลปะ ดนตรีกาล ความงดงามใดในโลกจึงเป็นที่หมายปองและชื่นชอบของพวกเขา ขณะเดียวกันพวกเขาก็เนรมิต เสกสร้างให้เกิดงานศิลปะมากมายขึ้นบนโลก ตั้งแต่เครื่องใช้ อาภรณ์ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย ตำรับ ตำรา ภาพวาด งานแกะสลัก และอีกมากมาย ความเป็นอมตะ (มีอายุขัยยาวนานกว่ามนุษย์) ทำให้พวกเขามีเวลามากพอที่จะประดิษฐ์ใดๆ ก็ตามให้เป็นไปอย่างประณีต วิจิตรบรรจง และสมบูรณ์แบบ

เป็นเวลายาวนานที่ชาวซอร์เซอเรียนฝึกฝนและพัฒนาความสามารถทางเวทมนตร์โดยไม่ต้องพึ่งพาอาวุธหรือวัตถุเวทมนตร์ แต่ก็มีการใช้เวทมนตร์เพื่อเสกสร้างเครื่องมือขึ้นมาให้เห็นอยู่บ้าง โดยมากจะใช้เพื่อปกป้องเด็กๆ ทั้งจากภายนอกและจากภายในตัวเด็กๆ เอง เพราะเด็กแรกเกิด (พวกเขาเรียกทารกแรกเกิดว่า อิกทรา (eiktra) ตามชื่อของอิกเทร ธิดาคนแรกของสจาร์น่า) ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากเวทมนตร์ การปกป้องที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เวทมนตร์ภายในทำร้ายอิกทราเอง เพราะเวทมนตร์เสมือนฝุ่น ที่เมื่อต้องลมจึงฟุ้งกระจาย จนกว่าอิกทราจะได้รับพรจากสุริยะและจันทราฉาย (ช่วงเวลาที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฎขึ้นพร้อมกัน) ผู้เลี้ยงดูอิกทราจึงต้องใช้ผลึกใสซึ่งทำจากเพชรบริสุทธิ์หุ้มตัวอิกทราไว้เหมือนเปลือกไข่ เพื่อป้องกันไม่ให้เวทมนตร์แตกซ่านและพัดพาให้อิกทราน้อยกลายเป็นเพียงจิตวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในธรรมชาติ เพราะแม้ร่างกายจะดำรงอยู่ แต่หากไร้เวทมนตร์ อิกทราก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยซอร์เซอเรียนมิได้มีโลหิตเหมือนมนุษย์ หากแต่แทรกซึมไปตามร่างกายด้วยเวทมนตร์

อิกทรากำเนิดขึ้นเฉกมนุษย์แต่สงบนิ่งและลืมตาตื่นขึ้นเมื่อรับพร เมื่อใดที่รัศมีอันอำไพส่องไล้อิกทรา ร่างและเวทมนตร์จะรวมกันอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นทั้งสองจะไม่อาจแยกจากกันได้จวบจนวาระสุดท้ายที่เขาพึงปรารถนาด้วยตนเอง

 

 

<< ว่าด้วยความตาย

ว่าด้วยถิ่นฐานของผู้วิเศษ >>



#8 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:50 AM

ว่าด้วยถิ่นฐานแรกของผู้วิเศษ

          อารยธรรมซอร์เซอเรียนใช้เวลาก่อร่างอยู่อย่างยาวนาน พวกเขาเริ่มต้นงานก่อสร้างภายใต้ร่มเงาของสุมทุมพุ่มไม้ซึ่งสูงเกินกว่าต้นไม้ปัจจุบัน ณ ใจกลางของแนวป่าคือทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ที่ซึ่งโททิลลาร์งอกงามโดดเด่น ซึ่งในขณะนั้นยืนต้นสุกปลั่งเหนือต้นไม้ใหญ่ทั้งปวง

จากใต้ร่มไม้เขียวขจีที่ขึ้นประหนึ่งปราการป้องกันโททิลลาร์ พวกเขาเริ่มต้นงานสร้างที่พักขึ้นที่นั่น ภายใต้โพรงของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งสูงเหนือต้นไม้อื่นแต่ไม่เทียมเท่าโททิลลาร์ ต้นไม้สูงเหล่านี้เติบโตสูงเหนือป่าดิบเขา เติบโตขึ้นห่างกัน แต่ละต้นมีโพรงใหญ่พอที่ชนทั้งหมดจะเดินเข้าไปยืนอยู่ได้โดยไม่เบียดอัด แม้ภายในลำต้นจะกลวงแต่ยังเขียวขจีและออกผลอยู่ พวกเขาค่อยๆ สร้างที่พักขึ้นไปทีละชั้นที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเห็ดที่เรียงตัวขึ้นไปอย่างมีระเบียบ ด้วยเวทมนตร์เล็กๆ น้อยๆ ทำให้กิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยวผลิดอก ลูกไฟเล็กๆ ค่อยๆ ปรากฎขึ้นภายในโพรง ห้อยระย้าดุจสายฝนจากด้านบนสุดซึ่งเป็นที่พักของแกรนด์มาสเตอร์ทั้งสี่ แสงไฟเหล่านี้เพียงพอสำหรับยามค่ำคืน ตลอดโคนต้นล้อมรอบด้วยแม่น้ำ หินผาเล็กๆ เรื่อยไปจากแนวสายน้ำปกคลุมด้วยผืนป่าดิบเขา ทั้งเฟิร์น กล้วยไม้ และมอสหนานุ่ม ต้นไม้ที่ยืนต้นในยุคนั้นใหญ่โตกว่าตอนนี้มากนัก

เมื่ออรุณใหม่มาถึงกิจการสำหรับความปลอดภัยก็เริ่มขึ้น ด้วยที่แห่งนี้ไม่ได้มีชนซอร์เซอเรียนค้นพบเห็นกลุ่มแรก หากแต่มีสรรพชีวิตน้อยใหญ่อยู่รวมกันอย่างมากมาย ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่ไม่ได้หมายความว่าสัตว์กินเนื้อจะไม่ล่า และเพราะชนดั้งเดิมมีปัญญาญาณเหนือกว่าสรรพสัตว์อื่น พวกเราจึงมีหน้าที่ปกป้องดูแลผู้ที่ด้อยกว่าด้วย เวทมนตร์เริ่มต้นจึงมิใช่เพื่อเราเผ่าพงษ์เดียว แต่หมายถึงผู้ที่สมควรได้รับการปกป้องด้วย

เมื่อซอร์เซอเรียนมีความรู้ความสามารถทางการพูดและการสื่อสารมากขึ้น พวกเขาเรียกที่พักใต้โพรงไม้นี้ว่า เทซทาร์ (Teztarh) ซึ่งมีความหมายว่า “บ้าน” และเรียกแกรนด์มาสเตอร์ว่า “กีอา (Gía)*” ตามคำเรียกดั้งเดิมจากบุรุษทมิฬ
 

อาณาจักรของซอร์เซอเรียนรุ่งเรืองขึ้นด้วยศิลปะ เราทั้งหลายเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า ซอร์เซรา (Sorcera) ซึ่งแปลว่า บ้านของเวทมนตร์ เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป จากยุคสมัยสู่การอพยพย้ายถิ่น พวกเราก็ให้นามสถานที่แห่งนี้ใหม่ในภายหลังด้วยภาษาเซอร์สว่า มาลคุธ (ซึ่งมีความหมายว่าอาณาจักรเก่า เพื่อรำลึกถึงอดีตที่มันเคยรุ่งเรือง) ภาษาซึ่งได้รับการสอนมาจากเหล่ากีอาผู้นำทาง

 

ซอร์เซราเริ่มต้นจากผืนป่าที่ร่มรื่นงดงาม และพัฒนาเข้าสู่ยุคสมัยของการประดิษฐ์สิ่งก่อสร้าง จากไม้สู่ดิน จากดินสู่หิน การแกะสลักและเครื่องปั้นต่างๆ เริ่มต้นไปอย่างเนิบช้า ตลอดเขตแดนมาลคุธกำแพงแข็งแรงถูกสร้างขึ้น มันแข็งแรงแต่งดงาม เทซทาร์เดิมที่มีแต่ไม้เริ่มเติมเต็มด้วยกระจกแวววาว และกลไก ต้นไม้ใหญ่มากมายไม่ได้ถูกโค่นล้ม หากแต่เว้นไว้และตกแต่งอย่างวิจิตร ชนบางส่วนเริ่มมีการแยกตัวออกจากเทซทาร์ และขยับขยายขึ้นเป็นบ้านเรือน ปลูกสร้างไล่ไปตามระดับสูงต่ำของเนินเขา สายน้ำเล็กๆ ที่มีต้นสายมาจากน้ำพุสูงชันเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงหมู่ชนได้ยาวนานหลายชั่วอายุ เสียงดนตรีทั้งที่ก้องขึ้นจากธรรมชาติและจากหมู่ชนผู้เชี่ยวชาญสิ่งประดิษฐ์แห่งเสียง ระรื่นแทรกไปในบรรยากาศ ลำนำชาวซอร์เซอเรียนเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ที่ซึ่งการนับกีอาศักราชที่ 1 (ก.ศ.1) เริ่มต้น

ความสงบร่มเย็นในมาลคุธดำเนินมายาวนาน ทว่าความร่มเย็นไม่ได้หมายความว่าไร้ซึ่งปัญหา ชนซอร์เซอเรียนบางส่วนเริ่มรู้สึกเกียจคร้าน และโหยหารสชาติในชีวิต พวกเขาเบื่อหน่ายความผาสุข และตัดสินใจออกผจญภัยสู่โลกซึ่งพวกเขาไม่เคยพบเห็น เมื่อนั้นดวงตาของเหล่ากีอาก็ไม่อาจเฝ้ามองไปถึง ไม่อาจควบคุม ไม่อาจป้องกัน และอยู่นอกอำนาจหน้าที่ของกีอาที่จะการปกครองแก่ผู้ยินยอมให้ปกครองเท่านั้น ด้วยดวงตานี้ไม่อาจแลเห็นได้ทั้งโลก และการอุบัติไม่ได้หยั่งความดีงามถ้วนทั่ว

เมื่อกาลนั้นมาถึงอาณาจักรที่เคยสงบสุขก็สั่นสะท้านด้วยยักษ์และโทรลล์

--
*ในสมัยนั้นคำว่า กีอา (Gía) มีความหมายถึง ผู้นำทาง เพราะเมื่อแกรนด์มาสเตอร์ก้าวเดินทุกคนจะก้าวเดินตาม เมื่อพวกเขาจะทำการใด จะต้องผ่านความเห็นควรเห็นชอบจากเหล่ากีอา ทางซึ่งกีอาไม่สนับสนุนจึงเป็นทางซึ่งนอกเหนือไปจากครรลองของกีอา

 

<< สารบาญ >>

<< ว่าด้วยกำเนิด

ว่าด้วยถิ่นฐานของผู้วิเศษ (2) >>



#9 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:54 AM


 

กีอาศักราชที่ 14

การแยกย้ายดินแดน

 

             ราวกีอาศักราชที่ 14 (ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล) หลังชนซอร์เซอเรียนบางส่วนแยกตัวออกจากซอร์เซรา (มาลคุธปัจจุบัน) ก็มีการติดต่อข่าวสารถึงกันโดยตลอด ข่าวสารส่วนใหญ่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทาง การพบเจอสถานที่ใหม่ๆ มีการเรียกชื่อสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและจดจำ เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็มีหลากหลายรูปแบบ ด้วยความรักสันโดษในกลุ่มชนส่วนใหญ่ส่งให้พวกเขาออกเดินทางในเส้นทางของตนเอง ทว่าการติดต่อก็ไม่ได้ขาดหายไป

ในช่วงแรกพวกเขาเดินทางลงใต้และแวะพักบริเวณแม่น้ำแองดูร์ (Angdur) แม่น้ำซึ่งตัดแยกเขตแดนขุนเขาและทุ่งหญ้า พวกเขามองเห็นเนินเขามาลคุธอยู่ลิบๆ ในหมู่เมฆจากแม่น้ำแห่งนี้ พวกเขาก่อกองไฟและขับขานเพลงไพร** ณ ที่นั่น

ยุคสมัยนั้นผู้วิเศษชนซอร์เซอเรียนใช้การติดต่อผ่านนิมิต หรือบรรดาสัตว์ปีกน้อยใหญ่ แต่ละครั้งที่พบเจอสิ่งใหม่ๆ พวกเขาจะส่งนิมิตมายังมาลคุธ กระทั่งเวลาผ่านไป เมื่อชุมชนผู้วิเศษกระจายตัวมากขึ้น ชื่อเรียกขานแต่ละชุมชนเติบโตขึ้นแทบจะในทุกทิศทางของแผนที่โลกเก่า นอกเหนือไปจากมาลคุธ ก็ยังมีชุมชนผู้วิเศษใหม่อย่างชนผู้วิเศษชาวแองมาร์ บาลาดัต พิวรี แฮก แซกการ์ และมาจิสเตอร์ เครื่องมือเวทมนตร์สำหรับการส่งสารก็ได้รับการประดิษฐ์ขึ้น พร้อม ๆ กับที่งานช่างพัฒนาขึ้น พวกเขาใช้กระจกใสสองบานเสกให้มองเห็นกันและกันได้ ทำให้อีกฝ่ายสามารถมองเห็นที่อยู่ของอีกฝ่ายได้ชัดเจน เมื่อวิวัฒนาการก้าวไกล และชุมชนผู้วิเศษก็เริ่มต้นสร้างรกรากที่สอง สิ่งประดิษฐ์สุดอัศจรรย์อีกอย่างก็กำเนิดขึ้น มันคือบานกระจกสูงที่สามารถพาผู้คนข้ามเขตแดนไปมาได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย บานกระจกซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในหมู่บ้านทางทิศตะวันออกของมาลคุธ ชุมชนผู้วิเศษซึ่งนิยมงานกระจกเป็นสำคัญ ทุกบ้านต่างได้รับการตกแต่งด้วยกระจกหลากรูปแบบ ผลงานการประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นของชนซอร์เซอเรียนลือนามผู้มีนามว่า กาลัสเซียบุตรแห่งแองมาร์ เขาและบิดา (ผู้เป็นต้นรากของชาวแองมาร์) มีชื่อเสียงด้านงานกระจก ทั้งกระจกใส กระจกเงา และงานแกะสลักกระจก  บ้านทั้งหลังของสองพ่อลูกโดดเด่นเหนือบ้านอื่นๆ ด้วยประติมากรรมที่ทำขึ้นจากกระจกทั้งหลัง ภายใต้ร่มเงาของแมกไม้ที่แสงส่องเข้ามาได้ ส่งให้ชุมชนผู้วิเศษชาวแองมาร์ระยิบระยับใต้เงาขจีของต้นไม้หลากชนิด

galuxia-house.jpg

(ภาพวาดบ้านของกาลัสเซียบุตรแห่งแองมาร์ จากความทรงจำในยุคสมัยนั้น)

 

เพื่อให้การติดต่อและขนส่งระหว่างอาณาจักรหลักสู่ชุมชนใหม่ง่ายขึ้น กาลัสเซียจึงเสกบานกระจกนี้และทดสอบมันอยู่นานกว่าจะเป็นผลสำเร็จ การขนส่งผ่านบานกระจกเริ่มต้นขึ้นในช่วงยูล (ฤดูหนาว) ของ ก.ศ. 14 เมื่อเขาปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าบิดาพร้อมด้วยอาหารและเครื่องมือจำเป็น คริสตัล ทราย บานกระจกหลายแผ่นถูกขนผ่านกระจกวิเศษนี้เข้ามาด้วยพ่อมดผู้มีสีหน้าตระหนกและตื่นเต้น จากนั้นไม่นานบานกระจกนี้ก็กลายเป็นช่องทางให้พวกเขาไปมาหาสู่จวบจนปัจจุบัน

 

galuxia-mirror.jpg

กระจกสำหรับใช้เดินทางไปมานี้ ภายหลังเรียกขานว่า บานกระจกกาลัสเซีย เมื่อความสามารถทางเวทมนตร์และงานประดิษฐ์เจริญไปด้วยกัน ศิลปะการสร้างบานกระจกกาลัสเซียก็เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น จากเดิมที่เป็นบานกระจกเรียบๆ ก็แต่งเติมด้วยสัญลักษณ์และเรื่องราวสลักไว้ตามขอบ เพื่อบอกเล่าและระบุปลายทางว่าเป็นสถานที่ใด กระทั่งการเดินทางหนาแน่นขึ้น กระจกขนาดใหญ่โตก็มีขนาดเล็กลงจนสามารถพกพาติดตัวได้ โดยที่ความสามารถในการขนย้ายสิ่งของที่ขนาดใหญ่กว่าไม่ได้ลดไปตามขนาด การประดิษฐ์เหล่านี้ยังคงเป็นความลับอยู่ภายในทายาทของกาลัสเซีย

เพราะความเชี่ยวชาญด้านการล่องหนหายตัว ไม่ได้อยู่ในพ่อมดแม่มดทุกคน บางส่วนของชนส่วนใหญ่ก็ยังชื่นชอบการใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ เรียบง่าย และไม่ได้หลงใหลการออกผจญภัย ขณะที่อีกส่วนชื่นชมการหาความรู้ใกล้ตัวและจดบันทึกมากกว่าการเดินทางไกล การใช้บานกระจกกาลัสเซียจึงเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานสำหรับความรวดเร็วและปลอดภัย บานกระจกที่เก่าแก่ที่สุดที่มีอยู่จวบจนปัจจุบัน คือบานกระจกกาลัสเซียซึ่งส่งให้ผู้เดินทางไปสู่อดีตและอนาคต บานกระจกทั้งสองนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีภายใต้หอคอยสีมุก ด้วยเหตุที่บานกระจกทั้งสองเป็นสิ่งสร้างที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในระหว่างการทดลองของกาลัสเซีย และเพราะการเล็งเห็นถึงประโยชน์และอันตรายควบคู่กันไป เหล่ากีอาทั้งสี่จึงตัดสินใจเก็บรักษามันไว้และใช้อย่างรอบคอบปลอดภัย โดยป้องกันไม่ให้มีผู้ใดผ่านเข้าไปได้หากไม่ใช้เวทมนตร์ของทั้งสี่

แม้ชุมชนจะแยกตัวออกไปในที่ทางซึ่งหลากหลาย และออกไปใช้ระบบการปกครองเป็นของตนเอง แต่ชนซอร์เซอเรียนทั้งหลายก็ยังยึดถือความสำคัญแก่ธรรมชาติ ต้นไม้ สิ่งแวดล้อมดั้งเดิมอย่างดงามมาโดยตลอด ทั้งยังเคารพในความเห็นของเหล่ากีอาไม่เปลี่ยนแปลง การปลูกสร้างบ้านเรือนยังคงงดงามโดยไม่เบียดทำลายธรรมชาติเกินจำเป็น การสร้างที่อยู่อาศัยในแต่ละชุมชนแตกต่างกันออกไป ในเขตชุมชนบาลาดัตซึ่งอยู่ห่างไกลจากมาลคุธไปทางตะวันออก อาศัยอยู่ตามเขตแนวแม่น้ำลึกลับ ที่รอดพ้นจากหูตาของมนุษย์ โดยสร้างที่พักขึ้นด้วยไผ่และไม้ ผู้คนที่ไม่ใช่ชาวซอร์เซอเรียนแถบนั้นเรียกขานแดนเหล่านี้ว่า “ลับแล” หรือกลุ่มพิวรีทางเหนือที่อาศัยอยู่ท่ามกลางหินผาและสร้างบ้านด้วยหินและน้ำแข็ง กลุ่มชนผู้วิเศษที่ขึ้นชื่อว่าดุดันที่สุดจากบรรดาชนทั้งมวลคือชาวแฮก ตั้งรกรากอยู่ทางใต้ห่างไกลจากมาลคุธ ภายใต้การห้อมล้อมของเชิงผาและพายุทะเลทราย โดยอาศัยอยู่ภายในถ้ำ แต่แม้จะเป็นกลุ่มดุดันแต่ก็ไม่ได้ป่าเถื่อน ชนซอร์เซอเรียนกลุ่มนี้ชื่นชอบงานประดิษฐ์ที่แข็งแกร่ง ทนทาน มีความหนักแน่น แต่ประณีตเฉียบคม พวกเขารักความสงบ สันโดษ แต่ก็เชี่ยวชาญด้านกับดักและหูตาฉับไว ที่อาศัยของชาวแฮกเป็นเพียงกลุ่มชนเดียวที่มีระบบการป้องกันและจู่โจม

การอพยพและตั้งรกรากในแต่ละชุมชนเริ่มต้นแตกต่างกันออกไป เมื่อเวลาล่วงมาจนถึง ก.ศ. 20 โดยประมาณ ชนซอร์เซอเรียนก็ค้นพบกลุ่มชนอื่นๆ ในระหว่างการออกเดินทาง ชาวแซกการ์ซึ่งออกเดินทางและตั้งถิ่นฐานบนเกาะซึ่งรายล้อมด้วยมหาสมุทรกว้างใหญ่ ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ ด้วยความสามารถเฉพาะตัวของชาวแซกการ์ในการติดต่อสื่อสารกับสรรพสัตว์ ทำให้พวกเขาโบยบินผ่านห้วงสมุทรไปตั้งรกรากบนเกาะได้ด้วยความช่วยเหลือของเหล่าวิหกเหินเก่าแก่ เป็นพญานกที่ขนจะงดงามหลากสีสันดุจผืนผ้าไหมเมื่อต้องแสงตะวัน

ระหว่างออกเดินทางข้ามสมุทร พวกเขาพบผู้มีความสามารถทางการสื่อสารด้วยภาษาเช่นเดียวกันชนของตน แต่ด้วยภาษาที่แปลกต่างออกไป โดยสารมาด้วยเรือลำใหญ่สีขาวประดุจหงส์ ซึ่งภายหลังชนซอร์เซอเรียนเรียกพวกเขาว่า เอวา (Eva) ซึ่งหมายถึงเอลฟ์ กลุ่มชนผู้มีร่างสูงเพรียวใกล้เคียงกับชนซอร์เซอเรียน ทว่าผิวพรรณสุกปลั่งกว่า งดงาม และดูอ่อนช้อยกว่าทั้งในบุรุษและสตรี อีกทั้งมีหูที่ยื่นแหลมต่างออกไป และพวกเขาเรียกขานชาวแซกการ์ว่า อีสทา (Ista) ซึ่งหมายถึงผู้เหาะเหินในภาษาของพวกเขา โดยมีที่มาจากการพบกันครั้งแรกนั่นเอง

การพบเจอเอวาก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และค้นพบความคล้ายคลึงกันในหลายส่วน ประการหนึ่งคือ เหล่าเอวาทั้งหลายล้วนมีพลังเวทมนตร์เฉกเดียวกับตน ทว่าเป็นเวทมนตร์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป แต่ก็ผ่านพลังจากธรรมชาติเช่นเดียวกัน ประการที่สองคือเราต่างก็กินพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นอาหาร โดยไม่พึ่งพาเนื้อสัตว์อื่น (แต่ชนผู้วิเศษรุ่นต่อมาก็มีการทานเนื้อสัตว์ปรากฎให้เห็นจนเป็นปกติ) ประการที่สามทั้งเอวาและซอร์เซอเรียนต่างก็มีอายุยืนยาวใกล้เคียงกัน ด้วยเหตุนี้พ่อมดและเอวาจึงมีสัมพันธ์แน่นแฟ้นในยุคสมัยนั้นและต่อจากนั้นมาอีกยาวนานทีเดียว

ความสนิทสนมของเอวาและอีสทาส่งให้ต่างฝ่ายต่างมีโอกาสท่องเที่ยวในถิ่นของแต่ละฝ่าย รวมถึงอาณาจักรหลักของทั้งสองฝ่ายด้วย ครั้งแรกที่เหล่าเอวามาถึงมาลคุธ พวกเขาได้รับการต้อนรับด้วยไมตรีจิตจากกีอาและชนซอร์เซอเรียนทั้งหลายเป็นอย่างดี ประหนึ่งเป็นมิตรภาพที่รู้จักกันมายาวนาน


--
**เพลงไพร หมายถึงบทเพลงซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทาง การออกผจญภัยของกลุ่มผู้วิเศษชนซอร์เซอเรียนกลุ่มแรก

<< สารบาญ >>



#10 Faraino หายตัวลึกลับ

Faraino หายตัวลึกลับ
  • Guests

โพสต์เมื่อ 17 มีนาคม 2018 - 01:58 AM

 
ชุมชนผู้วิเศษชาวแฮก (Hag)
 
            ชนซอร์เซอเรียนที่เดินทางย้ายมาจากทางใต้ของซอร์เซรา ย้ายมาอาศัยอยู่บริเวณแอฟริกาใต้ เมื่อวัฒนธรรมของชาวแฮกและการเดินทางสำรวจเขตแดนทะเลทรายรวมถึงแหล่งแม่น้ำเพิ่มมากขึ้น ชาวแฮกก็กลายเป็นจุดกำเนิดเริ่มต้นทางเวทมนตร์ให้แก่ชุมชนลุ่มแม่น้ำไนล์ในทันที ภายหลังจากที่พวกเขาไปเยือนดินแดนดังกล่าวในช่วงกีอาศักราชที่ 63 (3560 ปีก่อนคริสตกาล) ความรุ่งเรืองทางเวทมนตร์ในอียิปต์เป็นมรดกชิ้นเอกและชิ้นสำคัญที่ยังคงมีอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
 
ด้วยความสามารถทางเวทมนตร์ที่มากกว่าปัจจุบันจนเรียกได้ว่าเป็นเวทมนตร์บริสุทธิ์ การเหาะเหินเดินอากาศของชนซอร์เซอเรียนในยุคแรกจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย และเพราะความสามารถนี้เอง รวมถึงความสามารถในการติดต่อสื่อสารที่ก้าวล้ำกว่าชนเผ่าอื่นๆ ในโลกเบซิโคแห่งนี้ จึงเป็นมูลเหตุหลักที่วัฒนธรรมมากมายบนโลกมีความคล้ายคลึงกัน เห็นได้จากโบราณสถานที่กำเนิดขึ้นในโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน งานสถาปัตยกรรมที่มีส่วนละม้ายอย่างน่าทึ่งในดินแดนทางตะวันออกและตะวันตกในปัจจุบัน เหล่านี้เป็นอิทธิพลสำคัญจากชนซอร์เซอเรียนยุคแรก ที่ภายหลังเรียกขานในภาษาอังกฤษว่า Wise หรือ ผู้วิเศษ
 
การแข่งขันในหมู่ผู้วิเศษเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่การอพยพหาถิ่นฐานใหม่ แต่ละฝ่ายที่แยกย้ายออกจากซอร์เซราไปยังดินแดนอื่น ต่างก็ต้องการแสดงถึงความสามารถและศักยภาพที่ไม่ธรรมดาทางเวทมนตร์ของตน กลุ่มแรกที่เดินทางมาปักหลัก ณ เขตแดนแอฟริกาในสุดเขตของแอฟริกานี้ นำโดย แฮก หญิงสาวชาวซอร์เซอเรียนหนึ่งในสองของหัวหน้าคณะเดินทางต้องการแสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศ (แม้แต่ในหมู่ซอร์เซอเรียนเองก็ให้ผู้ชายมีบทบาทหลักและผู้หญิงตามไปด้วยสภาพสังคมและลักษณะทางกายภาพ) เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญ ดุดัน รักความท้าทายเป็นที่ยิ่ง ความสามารถของเธอผลักให้เธอมีบทบาทมากมายในสังคมซอร์เซอเรียน แต่ความกล้าของเธอไม่อาจเก็บกักอยู่ในที่เดิมๆ ได้ตลอดไป เธอจึงเห็นร่วมกับคนอื่นที่จะขอเดินทางออกสำรวจโลกเบซิโคนี้ จุดมุ่งหมายของเธอคือที่ใดก็ตามที่ท้าทายมากพอสำหรับการตั้งถิ่นฐาน ความท้าทายในที่ตั้งที่ไม่มั่นคง คือทะเลทรายที่ไม่สงบนิ่ง เธอประทับใจพายุทรายที่โหมกระหน่ำในทะเลทรายทันที สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ความแห้งแล้งแต่ยังต้องเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะหนอนยักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นนี้มานาน เธอต่อสู้กับหนอนยักษ์และนำคณะผู้ติดตามเข้าอาศัยยังโพรงถ้ำของหนอนยักษ์ที่เธอสังหารลงได้สำเร็จ การเจรจาอย่างมิตรกับหนอนยักษ์ในตอนแรกไม่เป็นผลสำเร็จ พวกมันมีสมองน้อยเกินกว่าจะเจรจาและเห็นว่าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยเหล่านี้เป็นอาหารแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลองเท่านั้น 
 
ถ้ำโพรงของหนอนยักษ์นั้นน่าทึ่ง มันสลับซับซ้อนและแข็งแรงพอจะปกป้องพวกเขาจากลมพายุทะเลทราย ในที่สุดก็ทำให้เกิดการอาศัยอยู่ในถ้ำที่แยกออกเป็นคูหาต่างๆ อย่างสลับซับซ้อน แต่ความซับซ้อนนั้นไม่เป็นที่ประทับใจได้มากพอ แฮกและคณะจึงสร้างความสนุกให้กับที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยกลิ่นสาบด้วยกลวิเศษในการสร้างเขาวงกตน่าทึ่ง ที่มีเพียงชาวแฮกกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะค้นพบทางเข้าออกที่แท้จริง ว่ากันโดยความจริงแล้ว ผู้วิเศษชาวแฮกยังเชี่ยวชาญเวทมนตร์ด้านมายาและภาพลวงตาอีกกลุ่มด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมายาสำหรับกับดัก การล่อลวง และป้องกันชั้นยอด
 

 

สารบาญ






0 สมาชิกกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้งานที่ซ่อนตัว